| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: บทความพิเศษ โดย..นายกุลาดำ กุ้งไซส์ใหญ่ ใครจะการันตีราคา |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 10/10/2007-17:22 GMT+7  
สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับผมนายกุลาดำในธุรกิจสัตว์น้ำฉบับที่ 19 แต่เป็นฉบับที่ 2 สำหรับผม จากฉบับที่ผ่านมาผมได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับวิกฤตซับไพร์ม ทางทีมกองบรรณาธิการธุรกิจสัตว์น้ำบอกผมว่า ได้รับการตอบรับที่พอสมควร ทำให้ผมเองถึงกับเป็นปลื้มเพราะกับบทบาทสื่อครั้งแรก แต่กลับได้เสียงสะท้อนที่ดี ทำให้มีกำลังที่จะนำเสนอข้อมูลดีมากฝากกันต่อไป
สำหรับฉบับนี้ขอนำเสนอข้อมูลอีกมุมหนึ่ง หรือจะใช้คำว่า เป็นการแสดงความคิดเห็นก็ได้คือ
หลังที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไป อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช โดยการเดินทางไปครั้งนี้เพื่อติดต่อกับผู้เลี้ยงกุ้งกลุ่มหนึ่ง ซึ่งทราบว่ามีการเลี้ยงกุ้งกุลาดำอย่างต่อเนื่อง และปีหน้าทราบว่าจะขยายพื้นที่การเลี้ยงกันมากขึ้น สำหรับข้อมูลของกลุ่มนี้ถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่ทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำท่านหนึ่งได้ลงไปเจาะข้อมูลในพื้นที่มานำเสนอแล้ว ในฉบับนี้ ผมเลยขอผ่านข้อมูลของกลุ่มนี้ไปก็แล้วกัน
แต่จากเป้าหมายการผลิตของกลุ่มนี้เมื่อนำไปรวมกับกระแสของบรรดาแกนนำผู้เลี้ยงกุ้งหลายๆ คนที่ออกมากระตุ้นให้มีการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ และกุ้งขาววานาไม ไซส์ใหญ่ ถ้าจำตัวเลขไม่ผิดมีการส่งเสริมให้มีการผลิตถึงหลักแสนตันเลยทีเดียว ซึ่งหลายพื้นที่จากที่ผมได้เดินทางไปเจรจาซื้อกุ้งหลังจากที่เหล่าผู้เลี้ยงกุ้งทราบข่าวนี้ ทำให้ตื่นตัวที่จะทำกุ้งไซส์ใหญ่กัน ในฐานะที่ผมเองอยู่ในวงการส่งออกกุ้ง เลยขอตั้งคำถามว่าตลาดอยู่ไหน โดยคำว่าตลาดอยู่ที่ไหนในความหมายของผมคือ ห้องเย็นไหน หรือแพใดจะเป็นผู้รบซื้อ และการันตีราคา
ขอเล่าข้อมูลในภาพรวมของการซื้อกุ้งของห้องเย็นซึ่งตรงนี้ขอออกตัวก่อนเลยว่าอาจจะไม่ได้เป็นนโยบายของทุกห้องเย็นในเมืองไทย ว่า ณ ปัจจุบันห้องเย็นจะไม่ทำการรับออร์เดอร์ระยะยาวจากลูกค้าต่างประเทศ ด้วยเหตุผลสำคัญคือค่าเงินบาท เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การคอนแทรคราคาล่วงหน้าจะมีปริมาณน้อยมาก สมมติว่า ตั้งเป้าจะซื้อกุ้งไซส์ใหญ่สัก 100 กิโล ห้องเย็นจะเปิดโครงการคอนแทรคสัก 30 % หรือ 30 กิโลเท่านั้น ที่เหลือจะช้อนซื้อเอาเฉพาะหน้าเพราะเมื่อกระแสกุ้งไซส์ใหญ่มาจะทำให้ผู้เลี้ยงทำกุ้งไซส์ใหญ่กันเยอะ ถึงเวลาจับกุ้งก็จะมีกุ้งไซส์ใหญ่ออกมาพร้อมๆกันจึงไม่จำเป็นต้องไปการันตีราคาให้ล่วงหน้า
ถามว่าห้องเย็นเห็นแก่ตัวไหม ตรงนี้ก็แล้วแต่จะมองกันถ้าในเชิงธุรกิจ มันคือ แนวทางประกันความเสี่ยง เพราะกลัวเกิดการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน ที่ ณ วินาทีนี้ขอบอกเลยว่าหลายห้องเย็นกลัวกันมาก แต่ถ้ามองในแง่คุณธรรม ก็ต้องคุยกันตรงๆว่า เห็นแก่ตัว แต่มันเป็นเรื่องธรรมชาติของคนทำธุรกิจที่ต้องมองประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้งไว้ก่อน ตรงนี้ก็แล้วแต่จะมองมุมไหนกัน
ดังนั้นถ้ามองตัวเลขการตั้งเป้าไว้ที่ 100,000 ตัน ถ้ามีการการรันตีราคาไว้ที่ 30%หรือ 30,000 ตันแล้วอีก 70,000 ตันจะเอาไปขายใคร โดยคำว่าเอาไปขายใครในความหมายของผมคือจะขายได้ราคาเท่าไหร่ เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่
ที่กล่าวถึงเรื่องของการผลิตกุ้งไซส์ใหญ่มาทั้งหมด ผมไม่ได้บอกว่าอย่าทำกุ้งไซส์ใหญ่กันเลย หรือไม่เห็นด้วยกับกลุ่มผู้ส่งเสริมหรือกลุ่มที่ต้องการเลี้ยงกุ้งไซส์ใหญ่แต่เพียงแต่อยากจะบอกว่ามัน
ต้องมีความชัดเจนในเรื่องของราคาขายว่าส่งเสริมแล้วมีเป้าหมายแล้ว จะนำไปขายาที่ไหน ถ้าส่งเสริมแล้วลอยแพ คือถึงเวลาจับแล้ว ตัวใครตัวมัน หน้าที่ขายกุ้งเป็นของผู้เลี้ยงกุ้ง มันคือปัญหาใหญ่ของผู้เลี้ยงกุ้ง เพราะทำกุ้งไซส์ใหญ่ทราบว่าต้องใช้ต้นทุนการเลี้ยง รวมทั้งระยะเวลาการเลี้ยงที่สูงและนานกว่ากุ้งไซส์ปกติ
และหากกล่าวถึงการทำกุ้งไซส์ใหญ่ ซึ่งผมเคยได้รับการบอกเล่าจากผู้เลี้ยงกุ้งหลายท่านด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนประสบความสำเร็จในการทำกุ้งไซส์ใหญ่ บอกว่าเป็นแนวทางการเลี้ยงกุ้งที่พออยู่ได้ แต่ผู้เลี้ยงกุ้งต้องไม่โลภ ไม่หวังว่าจะขายได้ในราคาที่สูงมากนัก โดยเทคนิคในการวางแผนการเลี้ยงของผู้ทำกุ้งไซส์ใหญ่ คือตั้งราคาขายให้ต่ำที่สุด แล้วนำไปวางแผนกำหนดต้นทุนการเลี้ยง ว่าแค่ไหนจึงจะมีกำไร
จากเรื่องของกุ้งไซส์ใหญ่มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมได้รับทราบข่าวมาจากที่ได้ลงไป อ.ปากพนัง คือมีทางเจ้าหน้าที่ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยแกนนำนั้นน่าจะเป็นระดับรองอธิบดี ได้ลงไปให้ความรู้กับผู้เลี้ยงกุ้งเกี่ยวกับ การใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) โดยได้บอกับผู้เลี้ยงกุ้งว่า ขณะนี้ไทยได้ทำเอฟทีเอกับประเทศต่างๆไปแล้ว ได้แก่
ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน และญี่ปุ่น และผลจากการทำเอฟทีเอ จะทำให้ไทยมีตลาดส่งออกกุ้งเพิ่มมากขึ้น เพราะภาษีในการส่งกุ้งเข้าประเทศคู่ค้าจะลดลง
นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ยังบอกว่า เอฟทีเอไม่เพียงแต่ทำให้ตลาดส่งออกเพิ่มขึ้นแต่ยังมีส่วนช่วยลดต้นทุนในการผลิตให้กับกุ้งไทย โดยเฉพาะเอฟทีเอไทย-เปรู ทำให้ไทยสามารถที่จะนำเข้าปลาป่นราคาถูกจากเปรูมาผลิตอาหารกุ้งได้ ช่วยให้ต้นทุนการผลิตกุ้งที่ส่วนใหญ่มาจากอาหารกุ้ง 70-80%ลดลงได้ ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงกุ้งของไทยสามารถแข่งกับจีนและอินเดียได้
ผมได้นำข่าวนี้ซึ่งทราบจากผู้เลี้ยงกุ้งไปเล่าให้เพื่อนฝูงในวงการหลายคนฟังและถามว่ามองเหตุการณ์นี้อย่างไร ทุกคนให้ความเห็นเหมือนกัน และเหมือนกันกับที่ผมคิด คือนำข้อมูลเหล่านี้ไปบอกให้ผู้เลี้ยงกุ้งฟัง ผู้เลี้ยงกุ้งจะทำอะไรได้ ทำไม่ไปจัดเสวนากับกลุ่มผู้ส่งออก หรือในมุมกลับต้องการบอกว่าตลาดกุ้งมีเยอะ เร่งผลิตกันเถอะ ต่อไปเอฟทีเอ จะทำให้ราคากุ้งปีหน้าดีขึ้นแล้ว
ส่วนเรื่องของต้นทุนอาหารเม็ดที่บอกว่าราคาจะลดลงอันเนื่องมาจากเอฟทีเอทำให้ราคาปลาป่นถูก ถ้าข้อมูลเป็นอย่างนี้จริง ทำไมไม่นำข้อมูลนี้หรือเอาหลักฐานความจริงเสนอผ่านรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ เพื่อนำมาบีบบริษัทผู้ผลิตอาหารเม็ด ให้ลดราคาอาหารลงมาอีก เพื่อผู้เลี้ยงกุ้งจะได้มีต้นทุนการเลี้ยงที่ต่ำลง เพราะเรื่องของต้นทุนปลาป่น มีการถกันเยอะแล้ว ว่าน่าจะถูกลง แต่ทางกลุ่มบริษัทกลับบอกว่ามันไม่ได้ถูกลงอย่างที่เข้าใจกัน ด้วยเพราะมีหลายปัจจัยโดยเฉพาะต้นทุนค่าขนส่งแพงขึ้น
อีกมิติหนึ่งที่มองผ่านการลงพื้นที่ของหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ คือแนวนโยบายต่างคนต่างเดิน ต่างคนต่างทำ ของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแสนนานในวงการกุ้งและอีกหลายวงการในภาคการเกษตรไทย จนบางครั้งทำให้เกษตรกรหัวหมุน จะเชื่อใครดี
อย่างกรณีล่าสุดที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศอ้างถึงเขตการค้าเสรี ว่าจะทำให้โอกาสกุ้งไทยขยายตัวขึ้น ไทยมีโอกาสส่งออกเพิ่มมากขึ้น ทั้งๆที่มองจากภาพความเป็นจริง ณ เวลานี้พวกเราต่างก็เห็นกันอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในวงการกุ้ง
พอดีมีโอกาสได้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 21 กันยายน 2550 นายธีระ สูตะบุตร รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้ข่าวว่า ได้สั่งการให้กรมประมงทบทวนแผนยุทธศาสตร์กุ้งเดิม โดยควบรวมโครงการที่จะดำเนินงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น กุ้งขาว กุ้งกุลาดำ และกุ้งก้ามกราม ในเบื้องต้นได้สั่งการให้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช..) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) เป็นต้น เพื่อบูรณาการแผนงานให้ครอบคลุม และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ลดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อน ช่วยให้ใช้งบประมาณแต่ละปีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก่อนที่นำเสนอให้ ครม. พิจารณาอนุมัติงบประมาณดำเนินการในปี 2551 ภายในเดือนตุลาคม นี้ เชื่อว่าถ้าทำได้น่าจะเป็นเรื่องที่ดี กับการจัดระเบียบการทำงานของเหล่าหน่วยงานรัฐ ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน
ที่อยากจะฝาก คือการหาความชัดเจนในแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นต้นว่า ราคากุ้งที่ตก ตกเพราะอะไร ราคากุ้งที่จะขยับ ขยับเพราะอะไร ประเทศไทยควรจะผลิตกุ้งเท่าไหร่กันแน่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ที่สำคัญคือ ผลิตออกมาแล้วจะทำให้ราคากุ้งไม่ตกต่ำ ไม่ใช้เน้นส่งเสริมอย่างเดียว
หรือแม้กระทั่งเรื่องราวของราคาอาหารเม็ด ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการเลี้ยง เพราะข่าวคราวที่ออกมาได้แต่โต้กันไป ตอบกันมา ซึ่งความจริงเหล่านี้มันมีหลักฐานที่ภาครัฐตรวจสอบได้
 
|
|