| ผู้ที่โพสต์ |
กุ้งกุลาดำ ไม่มีวันได้เกิดอีกครั้งในเมืองไทย หากรูปการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ |
เว็บมาสเตอร์

โพสต์: 1440 |
โพสต์เมื่อ: 27/11/2006-17:24 GMT+7  
ผมได้เคยทำนายเอาไว้เมื่อ2ปีที่แล้วว่า เมืองไทยจะไม่มีกุ้งกุลาดำอีกต่อไป (ตามกระทู้นี้ครับ http://www.buildboard.com/viewtopic.php/176/2202/51431/0/ไปสู่หน้าหลักของ/เมืองไทย%20กำลังจะไม่มีกุ้งกุลาดำ%20ในอนาคตอันใกล้นี้ )ในเวลานั้น เมืองไทยยังคงมีกุ้งกุลาดำในสัดส่วนที่มากพอดู
แต่ก็จากหลายๆปัจจัย ที่ทำให้กุ้งกุลาดำหายไปจริงๆตามคำทำนาย ทั้งในแง่ของ
1)ความไม่แน่นอนของสายพันธ์
2)อัตราการรอดที่เอาแน่ไม่ได้
3)เป็นสัตว์ที่หากินตามพื้นบ่อ ทำให้ไม่สามารถลงกุ้งแน่นได้ และผลผลิตต่อไร่ก็น้อยมากเมื่อเทียบกับการเลี้ยงกุ้งขาว
4)ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่ากุ้งขาว แต่ราคาขายพอๆกับกุ้งขาว
5)โรค มีมากกว่ากุ้งขาว
ทุกอย่างที่กล่าวมา ส่งผลให้ เมื่อเทียบความคุ้มค่าในการลงทุนแล้ว การเลี้ยงกุ้งขาวมีความคุ้มค่ามากกว่ากุ้งกุลาดำมาก กำไรก็มากกว่าการเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาก
เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ก็เป็นคนที่คิดเลขเป็นกันทุกคน แสวงหาหนทางที่ทำให้ได้กำไรมากขึ้นเป็นกันทุกคน เช่นเดียวกันกับที่บริษัทใหญ่ๆคิดเป็น
ดังนั้น หากจะตั้งโจทย์ว่า ทำอย่างไร ให้เมืองไทยมีกุ้งกุลาดำเป็นพระเอกอีกครั้งหนึ่ง ก็คงจะต้องทำให้คำตอบคือ ทำอย่างไรก็ได้ ให้ เมื่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำแล้ว มีผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ ลองคิดดูนะครับว่า จะมีใครอยากจะเลี้ยงกุ้งกุลาดำกันบ้าง หาก
1). อัตรารอดต่ำ เมื่อจับขาย จะมีตัวเลขกำไรต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ หรือกำไรต่อหนึ่งหน่วยเวลาต่ำมากๆ เมื่อเทียบกับกุ้งขาว
2). เวลาที่ขายกุ้ง นอกจากผลผลิตต่อไร่ต่ำแล้ว ราคาขายที่ได้ ก็ไม่ได้สูงกว่าราคากุ้งกุลาดำ ในระดับที่น่าพอใจ ทั้งๆที่ต้นทุนการเลี้ยงก็สูงกว่ากุ้งขาว ในบางเวลา ราคากุ้งกุลาดำกับกุ้งขาว ใกล้เคียงกันมากๆดังรูปที่แสดงเอาไว้ด้านบน
3).หลักดีมานด์ซัพพลาย ใช้ไม่ได้ในกรณีนี้ เพราะหากใช้ได้ เมื่อกุ้งกุลาดำมีน้อยในตลาด ก็จะมีราคาสูงตามกลไกตลาด แต่ทางฝ่ายผู้ซื้อก็บอกว่า หลักดีมานด์ซัพพลายยังใช้ได้ แต่เพราะนี่คือกรณีพิเศษ กุ้งน้อยแต่ราคาต่ำ ก็เพราะทางผู้รับซื้อไม่มั่นใจในยอดการผลิตกุ้งกุลาดำ จึงไม่อาจจะรับออร์เดอร์เอาไว้มากๆ เพราะกลัวจะไม่สามารถหากุ้งกุลาดำส่งมอบตามออร์เดอร์ได้ทัน ประมาณว่า กุ้งกุลาดำมีน้อยเกินไปนั่นเอง (และก่อนที่รูปการณ์จะเป็นไปตามข้อ3 ก็เกิดภาวะราคารับซื้อที่ไม่เป็นธรรมในสายตาของผู้เลี้ยงตามข้อ2 มาระยะเวลาหนึ่ง)
และนั่น ก็เป็นที่มาของอุปสรรคในข้อที่4
4). เมื่อเวลาขายกุ้งกุลาดำ จะหาผู้รับซื้อยาก เพราะจะมีไม่มากรายนัก ที่มีออร์เดอร์กุ้งกุลาดำอยู่ในมือ แปลง่ายๆให้ชัดเจนก็คือ ขาดการแข่งขันทางการค้า ไม่มีผู้มาประมูลแย่งซื้อที่ปากบ่อ แล้วจะขายได้ราคาดีได้อย่างไร หากจะบอกว่า ก็ให้ขึ้นไปขายเองที่ตลาดกลาง ก็อาจจะเป็นคำตอบที่ดี แต่คำตอบนี้อาจจะใช้ไม่ได้กับทุกๆคน ที่อาจจะไม่พร้อมในการไปขายที่ตลาดกลาง
ดังนั้น หากจะพยายามให้กุ้งกุลาดำได้เกิดใหม่และยั่งยืน ก็อาจจะต้อง ทำอย่างไรก็ได้ ที่จะทำให้ธุรกิจกุ้งมีภาพรวมคือ ผลผลิตของกุ้งกุลาดำมีมากพอ เพื่อให้เกิดความมั่นใจของห้องเย็นในการรับออร์เดอร์กุ้งกุลาดำ และเกิดการแข่งขันในการรับซื้อ เพื่อยกระดับราคากุ้งกุลาดำให้ห่างจากกุ้งขาวให้ได้มากกว่าปัจจุบัน
แต่...ผู้เลี้ยง ก็คงไม่แห่กันลงกุ้งกุลาดำ หากราคายังคงเป็นแบบนี้ และผู้ซื้อ ก็คงไม่ขึ้นราคารับซื้อกุ้งกุลาดำตั้งท่ารอไว้ก่อน เพราะไม่ได้รับออร์เดอร์กุ้งกุลาดำเอาไว้ จึงไม่แย่งกันซื้อ ราคากุ้งกุลาดำจึงต่ำอยู่เช่นนี้
ดังนั้น ผมจึงขอบังอาจทำนายเอาไว้ตรงนี้ว่า กุ้งกุลาดำ ไม่มีวันได้เกิดใหม่อีกครั้งในเมืองไทยแน่นอน
_________________
โทรมาคุยกันได้ ด้วยความยินดีครับ.....นพ.ธีรพัฒน์ หงสกุล 01-478 8850
[ ข้อความนี้ได้รับการปรับปรุงโดย: คนเลี้ยงกุ้งสตูล เมื่อ 2006-11-27 18:04 GMT+7]
 
|
vanny
[ไม่ได้ลงทะเบียน] |
วันนี้เครียดกันมั้ย เล่นบอร์ดแล้วยังเครียด มาเล่นเกมส์แก้เครียดกัน ไปลุยกันเลย :)
โพสต์เมื่อ: 27/11/2006-18:33 GMT+7  
ผมอ่านเรื่อง การเลี้ยงกุ้งกุลาดำของคุณประยูร หงรัตน์ จากหนังสือสัตวน้ำ ฉบับที่ 207 ประจำเดือนพฤศจิการยน 2549 ท่านเลี่ยงกุ้งกุลาดำ มากว่า 20 ปี ตอนนี้หันมาเลี้ยงแบบชีวภภาพได้ไซส์ ใหญ่ 20-30 ตัว/กก. และมีปัญหาน้อยมาก และเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ชนกับกุ้งขาว ทำให้ได้ราคาดี มีผลกำไลต่อหน่วยลงทุนสูงถึง 200-300% ต่อหน่วยลงทุน ท่านใดสนใจลองไปหาอ่านกันดูน๊ะครับ อาจเป็น new idea สำหรับคนที่เบื่อกุ้งขาว
ผมว่าก็จะลองเลี้ยงดูซักบ่อเหมือนกัน
 
|
เว็บมาสเตอร์

โพสต์: 1440 |
โพสต์เมื่อ: 27/11/2006-19:00 GMT+7  
ครับ กรณีคุณประยูร เท่าที่ทราบมา ท่านสามารถลบจุดด้อยของการเลี้ยงกุ้งกุลาดำได้ทั้งหมดแบบครบวงจร นับจากผลิตลูกกุ้งใช้เอง เมื่อขาย ก็ทำสัญญาซื้อขายกับต่างประเทศโดยตรง เพราะมีผลผลิตในมือจำนวนที่เพียงพอ จึงได้ราคาดีกว่าคนอื่นเค้า
เราอาจจะเลียนแบบรูปแบบการประกอบการของคุณประยูร โดยการรวมกลุ่มกันเพื่อมีผลผลิตจำนวนมากอยู่ในมือ ตั้งเป็นสมาคมหรือสหกรณ์ ทำสัญญาโดยตรงเพื่อราคาที่ดีกว่า
_________________ อดีตประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสตูล 087-391-7888
 
|
สุดหล่อ
[ไม่ได้ลงทะเบียน] | โพสต์เมื่อ: 28/11/2006-14:36 GMT+7  
ผมยกธงขาวยอมแ้พ้ไปนานแล้วครับ สำหรับกุ้งดำ เพราะขาดทุนย่อยยับ เลี้ยงกุ้งขาว ยังได้บ้างเสียบ้าง
 
|
แฮ่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
[ไม่ได้ลงทะเบียน] |
โพสต์เมื่อ: 29/11/2006-20:03 GMT+7  
เมื่อก่อนก็เลี้ยกุ้งกุลาแต่ตอนนี้กูลาก่อนเพราะว่ามาลองเลี้ยงกุ้งขาวแล้วก็ได้ค่อนข้างดีแต่บอกตรงๆว่าตอนนี้เห็นราคากุ้งแล้วหนาวเลยอย่างคุณประยูรเขาเลี้ยงได้ไซร์ใหญ่ก็ดีแต่ถ้าเป็นเราเลี้ยงไม่ได้ไซร์แบบเขาแล้วเราจะทำไงล่ะ
 
|
นายกุ้งจิ๊กโก๋
[ไม่ได้ลงทะเบียน] | โพสต์เมื่อ: 30/11/2006-08:56 GMT+7  
ถ้าเราติดตามดูประวัติผลการเลี้ยงกุ้ง ไม่ว่าจะเป็นกุ้งขาว หรือ กุ้งดำ ของฟาร์มที่ประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืน จะพบข้อมูลที่เหมือนกันอยู่อย่างนึงครับคือ ปล่อยกุ้งบาง เลี้ยงไซส์ใหญ่ ใช้แนวทางชีวภาพที่ถูกต้อง
ปล่อยบางนี่ บางจริงๆ นะครับ อย่างกุ้งดำนี่ แค่ ไร่ละ 2-3 หมื่นตัว กุ้งขาวก็แค่ไร่ละ 4-8 หมื่นตัว แล้ววิธีการเลี้ยงก็เน้นแบบชีวภาพ และการเข้าใจ-เข้าถึงธรรมชาติของกุ้งชนิดนั้นๆ แม้ว่ากำไรจะไม่มากมายในแต่ละบ่อ แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ที่สำคัญคือ ความเสี่ยงน้อยกว่าการเลี้ยงแบบหนาแน่นที่พวกเราใช้กันอยู่ทั่วๆไปในปัจจุบัน และเป็นวิถีการเลี้ยงกุ้งที่ยั่งยืน....ตัวอย่างดีๆ มีให้เห็น และเป็นไปได้ พวกเราก็น่าศึกษา และนำมาประยุกต์ใช้บ้างนะครับ
 
|
รำร่าย
[ไม่ได้ลงทะเบียน] | โพสต์เมื่อ: 08/01/2007-21:26 GMT+7  
เดี๋ยวนี้ยังมีเหลืออีกเหรอกุ้งกุลาดำน่ะเห็นมีแต่กุ้งขาว
 
|
เว็บมาสเตอร์

โพสต์: 1440 | โพสต์เมื่อ: 11/01/2007-00:05 GMT+7  
มีประมาณ2-5%ครับ
_________________ อดีตประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสตูล 087-391-7888
 
|
วินิจ ตันสกุล

โพสต์: 102 | โพสต์เมื่อ: 11/01/2007-10:08 GMT+7  
ตลาดกุ้งบ้านเราถูกกำหนดโดยนโยบายการตลาดของผู้ผลิตรายใหญ่ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของประเทศไทยมานานแล้ว ซึ่งทราบกันดีโดยทั่วไปอยู่แล้ว ผู้ผลิตรายใหญ่นี้จะอยู่รอดในธุรกิจด้วยการขายปัจจัยการผลิตที่มีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 50% ของต้นทุนการเลี้ยงกุ้ง หากการเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรในแต่ละ crop ไม่มีความแน่นอนเรื่องผลผลิตจากการเลี้ยงกุ้ง จะทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่เกิดปัญหายุ่งยากในการวางแผนการผลิตและขายปัจจัยที่มีต้นทุนการเลี้ยงไม่น้อยกว่า 50% ที่ว่าไว้... ดังนั้นการเลี้ยงกุ้งขาวของเกษตรกรไทยจึงส่งผลดีต่อผู้ผลิตรายใหญ่มากกว่าการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ เราจึงเห็นราคาขายของกุ้งกุลาดำและกุ้งขาวใกล้เคียงกัน...รวมทั้งการผลิตพันธุ์กุ้งของโรงเพาะฟักเอกชนเองก็ไม่มีการผลิตพันธุ์กุ้งกุลาดำ....เมื่อขาดการส่งเสริมให้ผลิตพันธุ์กุ้งกุลาดำ ไม่มีนโยบายการตลาดเกี่ยวกับปัจจัยที่ใช้ในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ...เร็วๆนี้กุ้งกุลาดำก็จะเป็นกุ้งเลี้ยงที่จัดอยู่ในประเภท sun set หายไปจากตลาดในที่สุด...เว้นแต่ผู้ผลิตรายใหญ่จะหันมาให้ความสำคัญและกระตุ้นเกษตรกรด้วยนโยบายการตลาด-การขายปัจจัย และราคารับซื้อกุ้งที่มีส่วนของกำไรที่ดีขึ้น...ซึ่งคงเป็นเพียงฝันกลางวัน...
 
|
เว็บมาสเตอร์

โพสต์: 1440 | โพสต์เมื่อ: 11/01/2007-19:38 GMT+7  
....สวัสดีครับพี่วินิจ ผมขอเสริมอีกหน่อย
.....และเพราะการที่รายรับส่วนใหญ่อยู่ที่อาหารกุ้ง ก็เลยเกิดรายการแบบว่า ซื้อเหล้า1ขวดบังคับซื้อเบียร์50ลังขึ้นมา ถึงแม้ว่าทางผู้บริหารจะออกมากล่าวทำนองว่า ไม่ได้มีนโยบายในการบังคับก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว เกษตรกรก็รู้ๆกันอยู่
.....และ ก็ขึ้นกับว่า ในแต่ละพื้นที่ ตัวแทนขายลูกกุ้ง เฮี๊ยบหรือ งก แค่ใหน จริงๆแล้วจะไปโทษตัวแทนขายเรื่องนี้ก็คงจะไม่ถูกนัก เพราะนโยบายบริษัท ทำให้ตัวแทนขายลูกกุ้งต้อง งก เพราะมี%จากค่าอาหารกุ้ง
......ในบางพื้นที่ ตัวแทนขาย งกมากๆ เข้าไปตรวจตราถึงในฟาร์ม ไปดูตารางอาหารกุ้งที่กำลังเลี้ยงอยู่ มีบางครั้งที่ไปเห็นลูกค้า ใช้อาหารของบริษัทอื่นปะปนอยู่บ้าง ก็เอ่ยวาจาแบบไม่แคร์ลูกค้าว่า ทำเช่นนี้ ก็คงจะคบหาซื้อขายกันไม่ได้แล้ว
......ตัวแทนขายที่วุ่นวายมากเกินไป ก็ทำให้ภาพของบริษัท เสียหายได้เช่นกัน เพราะบริษัท อาจจะไม่ได้มีนโยบายที่แข็งกร้าวกับลูกค้าขนาดนั้นก็เป็นได้
.......ที่พี่วินิจกล่าวมา อาจจะเกิดขึ้นเพราะเมื่อก่อนนั้น หายากที่จะมีบริษัทที่ทำกิจการได้แบบครบวงจร แต่ทุกวันนี้ เริ่มมีบริษัทอื่นๆแล้ว ที่ทำกิจการอุตสาหกรรมกุ้งครบวงจร และนั่น ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่จะได้เกิดการแข่งขัน ไม่ผูกขาดตลาดเช่นอดีตอย่างง่ายดายอีกต่อไป เอาไว้บริษัทดังกล่าวครบวงจรสมบูรณ์แบบเมื่อไหร่ ผมจะติดต่อทางบริษัทเพื่อนำข่าวสารมาประชาสัมพันธ์กันให้ทราบต่อไปครับ
_________________ อดีตประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสตูล 087-391-7888
 
|
เกียรติศักดิ์
[ไม่ได้ลงทะเบียน] | โพสต์เมื่อ: 12/01/2007-11:53 GMT+7  
ควรมีบทลงโทษซะบ้าง อิอิ
ดีหรือไม่ดีอย่างไร
พนักงาน/นักวิชาการจ้างมาให้ความรู้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เกษตรกรรายใดเลี้ยงแล้วเสียหายเพราะได้รับความแนะนำไม่ดี ผิดๆถูกๆเหมือนหนูลองยา ไล่ออกให้หมด เลี้ยงไปแล้วเจ้งอย่าเลย
ผมสนใจลูกกุ้งซีพีแต่ถ้าให้กินอาหารราคาเกินคุณภาพผมทำไม่ได้ อิอิ
ลูกกุ้งก็เหมือนกันถ้าราคาลูกกุ้งเกินคุณภาพ เลี้ยงไม่โต ผมเลิกซื้อเลย อิอิ
 
|
เกษตรกร
[ไม่ได้ลงทะเบียน] | โพสต์เมื่อ: 12/01/2007-22:50 GMT+7  
แล้วลูกน้องบริษัทที่ไม่แคร์ลูกค้าเมื่อไรบริษัทเขาจะไล่ออกมั่งล่ะตอนนี้ลูกน้องของบริษัทบางแห่งบ้าอำนาจมากๆไม่รู้ว่าทางเจ้านายเขาจะรู้มั่งหรือเปล่า
 
|