โปรใหม่ไฉไลกว่าเดิม
เพิ่มเนื้อที่ ไม่มีโฆษณารบกวน และเริ่มต้นเพียง 500 บาท/ปี เท่านั้น
 Home    สมัครสมาชิก    แก้ไขข้อมูลส่วนตัว    คำถามที่พบบ่อย    Update  
 แก้ไขลักษณะหน้าจอ    ข้อความส่วนตัว    สมาชิกในบอร์ด  
 VIP Hosting    My Board    File2Go    My Game    Unitopic    Free Domain  
 

เว็บบอร์ด www.SiamMarine.com Index : เข้าชมกระทู้ทั้งหมด คลิ๊กที่นี่ : จะหาปูนมาใช้ ให้ระวังของปลอมนะครับ ผมเจอมากับตัวเอง
 
ไปสู่หน้าหลักของ เว็บบอร์ด   ค้นหา ชื่อ : ผู้เยี่ยมชม. เข้าสู่ระบบ.
  
สรุปข่าวเด่น
ผู้ที่โพสต์ จะหาปูนมาใช้ ให้ระวังของปลอมนะครับ ผมเจอมากับตัวเอง  
เว็บมาสเตอร์


 

โพสต์: 1440
โพสต์เมื่อ: 20/12/2006-16:34 GMT+7  


บทความนี้ ลงตีพิมพ์ใน นสพ.กุ้งไทย
ปีที่4 ฉบับที่75 เดือน ธันวาคม 2549


....... การเลี้ยงกุ้งในทุกวันนี้ ก็มีความยากลำบากพอดูอยู่แล้ว ทั้งในเรื่องโรคระบาด และราคาผลผลิตที่ผันผวน ตกต่ำในบางช่วงเวลา การเลือกใช้ปัจจัยการผลิตที่จำเป็น ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนั่นคือต้นทุนการผลิตในการเลี้ยง แม้แต่สินค้าที่ได้มาตรฐาณเอง ก็ยังต้องใช้การพิจารณาในการเลือกใช้ให้ถูกจังหวะ ไม่ให้เกิดต้นทุนที่สิ้นเปลืองโดยสูญเปล่า ลองหลับตานึกภาพดูว่า หากสินค้าที่ได้มา ไม่ได้มาตรฐาณ การใช้สินค้านั้น ย่อมเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุโดยแท้

....... จะขอเล่าเรื่องราวตามที่ได้พบมาด้วยตนเองให้เพื่อนๆได้ฟังกันนะครับ เร็วๆนี้ มีบริษัทที่นำเสนอสินค้าในรูปแบบของการนำสินค้าตัวอย่าง มาแจกให้ฟรีๆตามฟาร์มเลี้ยงกุ้ง เป็นสินค้าจำพวกวัสดุปูน เมื่อได้ตรวจดูสินค้าดังกล่าว ก็พบความผิดปกติหลายๆอย่าง เช่น บนถุงที่บรรจุสินค้านั้น บ่งบอกสรรพคุณในการปรับสภาพน้ำ แต่ไม่ได้ระบุ องค์ประกอบทางเคมีของสารที่ออกฤทธิ์ ทำให้ไม่สามารถเทียบเคียงผลการใช้ได้ว่า เป็นไปตามที่ควรจะเป็นหรือไม่ ทำให้ไม่สามารถเคลมกับบริษัทผู้ผลิตในเรื่องของ คุณสมบัติของวัสดุปูนนั้นๆ พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ มีความคลุมเครือในตัวของผลิตภัณท์

....... และมีสินค้าที่ผมคิดว่า วัสดุปูนที่บรรจุในถุงนั้น ไม่ได้เป็นไปตามความเป็นจริง ไม่ได้ตรงตามที่ระบุองค์ประกอบทางเคมีที่ข้างถุง สินค้านั้น ระบุข้างถุงว่า คือ CaO(แคลเซี่ยมออกไซด์) และระบุชัดเจนว่า เป็นปูนร้อน ผมได้นำมาทดสอบโดยการนำปูนนั้น ไปใส่ในน้ำหนึ่งขัน ปรากฏว่า ไม่มีความร้อนเกิดขึ้นแม้แต่น้อย ผมสงสัยเหลือเกินว่า ความรู้ทางเคมีที่ได้เรียนมา ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วหรืออย่างไร ปูนสูตรCaOสมัยนี้ ใส่ลงไปในน้ำแล้วไม่ร้อนหรืออย่างไร

.......จึงได้สอบถามไปยังสมาคมผู้ค้าปัจจัยการผลิต ทางฝ่ายผู้เกี่ยวข้องได้ยืนยันมาว่า ปูนสูตร CaO นั้น หากใส่ลงไปในน้ำ จะมากจะน้อยก็จะต้องเกิดความร้อนขึ้นมาอย่างแน่นอน การที่ไม่มีความร้อนเกิดขึ้น ย่อมแสดงว่า ปูนนั้น ไม่ใช่ CaO อาจจะเป็นแค่ปูนสูตร คาร์บอเนต(ปูนเย็น) ดังนั้น จึงสรุปได้แน่ชัดว่า สินค้าที่นำมาเสนอนั้น ไม่ตรงตามที่ระบุข้างถุง ทางผู้แทนของสมาคม ได้สอบถามชื่อของบริษัทเจ้าของสินค้า จากการตรวจสอบเบื้องต้น บริษัทนั้น ไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคมผู้ค้าปัจจัยการผลิต

.......ดังนั้น จึงขอป่าวประกาศเตือนเพื่อนๆ ให้ระวังการนำเสนอสินค้าไม่ได้มาตรฐาณของบริษัทเหล่านี้ ควรที่จะตรวจสอบเบื้องต้น ดังนี้

.......1. สินค้าที่ได้มาตรฐาณ ย่อมระบุองค์ประกอบทางเคมีอย่างเด่นชัด เพราะเจ้าของสินค้าย่อมไม่กลัวการตรวจสอบ

.......2.สินค้าที่ระบุองค์ประกอบทางเคมี ในกรณีระบุว่าเป็น CaO ควรนำมาทดลองใส่ในน้ำ หากไม่ร้อน ให้สงสัยว่าเป็นของปลอม

.......บริษัทดังกล่าวได้พยายามชี้แจงผมมาว่า ปูนมันไม่ยอมร้อน เพราะขั้นตอนการผลิต หรือไม่ก็ %ของสารเคมี ผมคิดว่า คำชี้แจงนั้น คงจะไม่เป็นที่ยอมรับได้ในทางวิชาการ ผมไม่ขอเปิดเผยชื่อของบริษัท เพราะไม่อยากไปขึ้นศาลข้อหาหมิ่นประมาท ผมจึงทำได้แค่ กระจายข่าวนี้ไปให้เพื่อนๆรู้ และจะได้มีหลักการในการตรวจสอบสินค้าด้วยตนเองอย่างง่ายๆ กรณีสงสัยในตัวสินค้าประการใด เพื่อนๆควรจะสอบถามไปยังนักวิชาการ หรือสมาคมผู้ค้าปัจจัยการผลิต

.......ขอให้เพื่อนๆชาวกุ้งโชคดี ไม่เจอสินค้าที่หลอกลวง แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้าครับ

_________________
โทรมาคุยกันได้ ด้วยความยินดีครับ.....นพ.ธีรพัฒน์ หงสกุล 01-478 8850

[ ข้อความนี้ได้รับการปรับปรุงโดย: คนเลี้ยงกุ้งสตูล เมื่อ 2006-12-20 16:39 GMT+7]

[ ข้อความนี้ได้รับการปรับปรุงโดย: คนเลี้ยงกุ้งสตูล เมื่อ 2007-01-21 19:33 GMT+7]






  ชมข้อมูลของ เว็บมาสเตอร์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เกียรติศักดิ์

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
  วันนี้เครียดกันมั้ย เล่นบอร์ดแล้วยังเครียด มาเล่นเกมส์แก้เครียดกัน ไปลุยกันเลย :)
โพสต์เมื่อ: 20/12/2006-20:29 GMT+7  
สงสัยเอาโดโลไมท์มาผสม หรืออีกกรณีเอาปูนเผาที่ยังไม่ได้ฉีดน้ำไปผสม
กลุ่มปูนวัสดุสิ้นเปลืองทั้งนั้น ใช้ไม่ถูก ลงไปเปนตันๆก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ผมไม่เคยเจอวัสดุที่ระบุวิทีใช้แล้ว เกิดผลโดยตรง บอกแต่เพียงใช้เท่าไร ลงไปตามที่ใช้ก็ไม่เห็นจะได้ผล
อย่างเช่นลงปูนมาลเพิ่มอัลคาไลน์ บอกใช้20-25ก.ก./ไร่ ผมเชื่อมีจำนวนไม่น้อยที่ลงไปเปนตันๆแล้วอัลคาไลน์ก็ยังไม่ขึ้น


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เว็บมาสเตอร์


 

โพสต์: 1440
โพสต์เมื่อ: 21/12/2006-14:42 GMT+7  
ที่บริษัทดังกล่าวเอาปูนมาให้ลองใช้ฟรีๆนั้น มีอีกชนิดนึงครับ เขียนระบุว่า คือ แคลเซียมไฮดรอกไซด์ แต่ขอโทษที ผสมน้ำแล้ว ก็ไม่ร้อนเลยเช่นกันครับ
คาดว่าจะเอาอะไรสักอย่าง มาบดๆๆๆ แล้วใส่ถุง แปะฉลากแบบมั่วๆ คงกะว่า จะได้กำไรงามแล้วเป็นแน่แท้

_________________
อดีตประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสตูล 087-391-7888


  ชมข้อมูลของ เว็บมาสเตอร์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เกียรติศักดิ์

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 21/12/2006-18:50 GMT+7  
ผมว่าต้องทำความเข้าใจเรื่องปูน
เท่าที่ผมเข้าใจ ปูนแบ่งเป็น3แบบคือ ปูนดิบ(ปูนมาล เปลือกหอยบด CaCO3) ปูนเผา(CaO) ปูนขาว(CaOH)

ปูนดิบก็พวกที่ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเบสที่รุนแรง ราคาถูก
ปูนเผา แบบร้อน(ราคาแพง)กับไม่ร้อน(ไม่นิยมเพราะสีไม่ขาว นน.เบา) แบบร้อนผมยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด รู้สึกว่าต้องเผาที่อุณหภูมิที่สูงมากๆ ส่วนแบบไม่ร้อน ก็คือปูนขาวที่ยังไม่พรมน้ำ แต่จะให้ความเปนเบสสูงกว่าปูนขาวนิดหน่อย

ปูนขาว ได้จากปูนเผาที่อุณหภูมิไม่สูงมากนักพรมน้ำแล้วจะขาวขึ้นและได้น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เมื่อละลายน้ำจะให้ความเป็นเบส ราคาถูก

ทดสอบได้อย่างไรว่าให้เบสดีหรือไม่
ก็ละลายน้ำ(ขึ้นกับปริมาณที่ละลาย) เอามือจุ่มดูสักพัก ถ้าเล็บ(Ca)รู้สึกสากๆเร็วเท่าใด ก็แสดงว่าปูนขาวให้ความเบสที่ดี ข้อดีจุดนี้สามารถนำไปแก้ไขความเป็นกรดในน้ำได้



     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เกียรติศักดิ์

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 21/12/2006-19:06 GMT+7  
เมื่อพูดถึงกลุ่มปูนทำให้ผมนึกถึงโดโลไมท์
มีหลายๆยี่ห้อชอบแอบอ้างระบุข้างกระสอบไว้ว่า
MgO xx%
CaO xx%
แร่ธาตุอื่นๆ

แต่ค่าเหล่านี้เป็นค่าที่ต้องนำไปวิเคราะห์ ซึ่งจึงจะได้ออกมาตามที่ข้างกระสอบเขียนไว้ แต่เมื่อนำไปใช้งานจิง มันจะไม่ตรงตามที่ข้างกระสอบระบุไว้ เพราะว่าแร่ที่นำไปวิเคราะห์หาในค่าออกมาในกลุ่มออกไซด์ แต่การนำไปใช้งานจิงอยู่ในรูปของคาร์บอเนต
ทำให้ไม่มีความรุนแรงในด้านกรด-เบส แต่จะปลดปล่อย(ไม่แน่ใจว่าเปนเพราะแพลงตอนพืชดูดซึมไปใช้งานเองหรือเปล่า)แร่ออกมาอย่างช้าๆ



     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เว็บมาสเตอร์


 

โพสต์: 1440
โพสต์เมื่อ: 21/12/2006-19:16 GMT+7  
ผมเห็นมาหลายเจ้า ที่บอกว่า เป็นปูนโดโลไมท์ แต่ระบุสูตรเป็น CaO ไม่ทราบว่า เป็นอะไรกันไปหมดแล้ว

_________________
อดีตประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสตูล 087-391-7888


  ชมข้อมูลของ เว็บมาสเตอร์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
บดินทร์



โพสต์: 4
โพสต์เมื่อ: 21/12/2006-20:24 GMT+7  
ใครมีกุ้งขาวไซร์ 50 ตัวบ้าง (สีเข้ม หางดี) มีกี่ตัน ราคาเท่าไหร่ครับ
info@cminterfoods.com

[ ข้อความนี้ได้รับการปรับปรุงโดย: บดินทร์ เมื่อ 2006-12-21 20:25 GMT+7]


  ชมข้อมูลของ บดินทร์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เกียรติศักดิ์

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 22/12/2006-10:56 GMT+7  
กุ้งไซด์ใหญ่ช่วงนี้ยังหาได้ไม่ยากครับ ราคาดี ซื้อได้แน่นอน ของผมเองก็มีไซด์60ตัวโลน่าจะได้ กะขายช่วงต้นปีหน้า ยิ่ง7-80ตัวโลเยอะมากช่วงนี้


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เกียรติศักดิ์

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 22/12/2006-11:02 GMT+7  
ต้องการกุ้งสีเข้ม ทำได้ไม่ยากครับ เพียงทำให้สีน้ำเขียวเข้มเข้าไว้(ให้อาหารเยอะๆ)จนเกิดฟล๊อก รับรองสีกุ้งออกมาไม่แพ้ปูพีอี ยิ่งพื้นบ่อดินทรายทำง่ายมาก แต่ปัญหาเกิดจากการคุมสภาพน้ำอย่างไรไหว(ให้ลดอาหารลงให้มากจนกว่าสีน้ำจะโปร่ง)

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
อ่านต่อมา

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 08/01/2007-21:31 GMT+7  
คุณเกียรติศักดิ์ เลี้ยงที่ไหนเพราะว่าถ้ายังมีกุ้งไซร์ตามที่ว่านี่แสดงว่าเก่งนะเพราะว่าเดี๋ยวนี้บรรดากุ้งเขาตายกันจนจะหมดแล้วราบเรียบ

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เกียรติศักดิ์

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 09/01/2007-14:17 GMT+7  
ฝั่งอันดามันครับ เลี้ยงได้ตลอดทั้งปีเลยแต่อาจจะโตช้ากว่าปกติ พฤฯที่11นี้จะปล่อยกุ้งแล้วยังหาลูกกุ้งไม่ได้เลย

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
jack ปัตตานี

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 10/01/2007-10:45 GMT+7  
บางท่านอาจจะยังไม่รู้จัก ขี้เลื่อย หินอ่อน มีสรรพคุณคือ มีน้ำหนักมากและละลายน้ำได้ดี คุณหมอลองหามาทดสอบดูนะครับ อาจจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องชาวนากุ้ง

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
คนตะวันออก

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 12/01/2007-22:23 GMT+7  
ตอนนี้กุ้งฝั่งตะวันออกตายกันมากเลยทุกวันนี้โทรคุยกับเพื่อนก็มีแต่กุ้งตายกันอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะถึงคิวของเราเครียดจริงๆๆนะราคาก็ไม่ใช่จะดีแถมยังเลี้ยงยากอีกเครียดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
jack pattani

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 15/01/2007-11:04 GMT+7  
กุ้งตาย น่าจะมีสาเหตุที่หาไม่ยากครับ
- 1 - กุ้งเครียด
อันนี้มีสาเหตุมาจากหลายทิศทางมากครับ
- 2 - อาหารเป็นพิษ
- 3 - น้ำเป็นพิษ
- 4 - ฤดูกาลที่ไม่เหมาะสม (ถ้ารอดก็กำไรน้อย)
- 5 - ทำเลที่ตั้งไม่ดี (ได้ รุ่น เสีย 3 รุ่น)
- 6 - น้ำขึ้นน้ำลงไม่สอดคล้องกับน้ำในบ่อเลี้ยง
- 7 - การจัดการไม่แม่น


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
ก้อง

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 15/01/2007-19:17 GMT+7  
อยากทราบเรื่องอาหารเป็นพิษ มันหมายความว่าอาหารเป็นอย่างไรเอ่ยเพราะว่าอยากรู้ว่าอาการกุ้งที่กินอาหารเป็นพิษมันมีอาการอย่างไร

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เกียรติศักดิ์

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 15/01/2007-22:22 GMT+7  
อย่าคิดแทนกุ้ง
กุ้งขาวเลี้ยงง่ายกว่าเด็กสมัยนี้
มองสภาพความเป็นจริง วิชาการมั่วๆเก็บไว้หากินเกษตรกรรายอื่น


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เว็บมาสเตอร์


 

โพสต์: 1440
โพสต์เมื่อ: 15/01/2007-22:47 GMT+7  
อาหารเป็นพิษในคน คือลำไส้ทำงานผิดปกติ ไม่ย่อย ถ่ายออกมาเหลวๆ ส่วนในกุ้ง สงสัยต้องไปถามอาจารย์ทางกุ้งครับ
ผมเข้าใจเอาเองว่า คุณjack pattani คงจะหมายถึง อาหารที่มีเชื้อรา แล้วมีสารอะฟลาทอกซิน รึเปล่าครับ???
และผมมั่นใจว่า ในกุ้ง ก็อาจจะมีการตายแบบไม่ทราบสาเหตุได้ เพราะในคน ก็มีบ่อยไปที่ ตายไม่ทราบสาเหตุ :-)))

_________________
อดีตประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสตูล 087-391-7888


  ชมข้อมูลของ เว็บมาสเตอร์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เว็บมาสเตอร์


 

โพสต์: 1440
โพสต์เมื่อ: 17/01/2007-16:23 GMT+7  
ที่มา
http://www.nicaonline.com/articles7/site/view_article.asp?idarticle=100


วัสดุปูนที่มีการใช้กันในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในปัจจุบัน สามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ตามองค์ประกอบหลักของเนื้อปูนได้ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มคาร์บอเนต กลุ่มออกไซด์ และไฮดรอกไซด์ ซึ่งปูนแต่ละกลุ่มจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวบางอย่างที่แตกต่างกันไป ซึ่งผู้เลี้ยงจะต้องพิจารณานำมาใช้ให้เหมาะสม และเลือกใช้ให้ตรงกับจุดประสงค์ที่ต้องการ
1. กลุ่มคาร์บอเนต ปูนกลุ่มนี้รู้จักกันทั่วไป เรียกว่า ดิบ หินปูนบด หรือปูนเปลือกหอยบดโดยไม่ได้ผ่านกระบวนเผาหรือพรมน้ำ ได้แก่
- ปูนแคลไซท์ หรือแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) ได้จากการนำหินปูน และเปลือกหอยที่มี CaCO3) เป็นองค์ประกอบหลักมาบดให้ละเอียด โดยทั่วไปปูนกลุ่มนี้จะมีเปอร์เซ็นต์คาร์บอเนตอยู่ในช่วง 75-99 เปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับแหล่งที่นำมาผลิต
- ปูนมาร์ล (Marl) เป็นปูนที่มีองค์ประกอบของ CaCO3 กับพวกแร่ดินเหนียวและอินทรีย์สารผสม ปะปนกันอยู่ ทำให้จับตัวเป็นก้อนได้ง่าย เมื่อได้รับความชื้น ปูนชนิดนี้จะมีความบริสุทธิ์ของ CaCo3 ในเปอร์เซ็นต์ที่ต่ำกว่าปูนแคลไซท์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่ามีปริมาณดินเหนียวและอินทรีย์สารปะปนอยู่มากน้อยเพียงไร ถ้ามีผสมอยู่มากเปอร์เซ็นต์ของ CaCO3 ก็จะต่ำ
- ปูนโดโลไมท์ หรือ แคลเซียมแมกนีเซียม คาร์บอเนต (CaMg(CO3)2) เป็นปูนที่ได้จากนำหินที่มีองค์ประกอบของ (CaMg(CO3)2) มาบดละเอียดสำหรับปูนกลุ่มนี้เมื่อใส่ในน้ำจะให้ธาตุแมกนีเซียม (Mg2+) ซึ่งธาตุชนิดนี้แพลงก์ตอนพืชในน้ำสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ในการดำรงชีวิตได้ ดังนั้นในกรณีที่น้ำในบ่อใส การใช้ปูนโดโลไมท์จะมีผลช่วยเสริมในการทำสีน้ำได้
- อื่น ๆ เช่น ชอล์ค หินอ่อน ปะการัง ก็มีส่วนประกอบพวกคาร์บอเนต แต่ไม่คุ้มค่าที่จะนำมาใช้เชิงธุรกิจ
คุณสมบัติของปูนกลุ่มคาร์บอเนต
1. เป็นปูนที่มาจากแหล่งธรรมชาติ แล้วนำมาบดโดยไม่ผ่านกระบวนการเผาด้วยความร้อน
2. จะปรับค่าพีเอชให้เพิ่มขึ้นช้า ๆ จึงทำให้ค่าพีเอชคงอยู่ได้นาน
3. ช่วยเพิ่มค่าคาร์บอเนตอัลคาไลนิตี้ของน้ำได้อย่างดี
4. เมื่อสัมผัสกับน้ำแล้วไปเกิดความร้อนหรือไม่ทำให้อุณหภูมิของน้ำเพิ่มสูงขึ้น
5. มีความปลอดภัยต่อสัตว์น้ำ
6. เมื่อสัมผัสกับน้ำแล้วไม่ออกฤทธิ์กัดผิวหนัง จึงมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้
7. เมื่อได้รับความชื้นจะจับตัวเป็นก้อนได้ง่ายโดยเฉพาะปูนมาร์ล


2. กลุ่มอ๊อกไซด์ หรืออาจจะเรียกว่า "ปูนเผา" (burn lime หรือ Quick lime) ปูนกลุ่มนี้ได้แก่ แคลเซียมอ๊อกไซด์ (CaO) และแมกซีเซียมอ๊อกไซด์ (MgO) ซึ่งได้จากการนำหินปูนคาร์บอเนต หรือเปลือกหอยที่มีองค์ประกอบของ CO3 เป็นหลักมาเผาที่อุณหภูมิสูงประมาณ 600-900 องศาเซลเซียส แล้วนำมาบดให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ
600 - 900 oC
ปูนคาร์บอเนต ปูนอ๊อกไซด์เผา
คุณสมบัติของปูนกลุ่มอ๊อกไซด์
1. จะทำให้ค่าพีเอชเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดเหมาะสมที่จะใช้แก้ปัยหาดินเป็นกรดมากที่สุด
2. มีผลต่อค่าคาร์บอเนตอัลคาไลนิตี้
3. เมื่อสัมผัสกับน้ำจะเกิดความร้อน ทำให้อุณหภูมิของน้ำเพิ่มสูงขึ้น
4. เมื่อสัมผัสกับน้ำ จะมีฤทธิ์กัดผิวหนัง จึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง
5. เมื่อได้รับความชื้น จะไม่จับตัวเป็นก้อน เนื่องจากผ่านกระบวนการให้ความร้อนสูง ซึ่งเป็นการทำลายโครงสร้างให้มีขนาดอนุภาคเล็กลง

3. กลุ่มไฮดรอกไซด์ ปูนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเรียกรวม ๆ ว่า "ปูนขาว" (Slaked lime) ซึ่งได้แก่ แคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Ca(OH)2) และแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (Mg(OH2)) ได้จากการนำหินปูนคาร์บอเนต หรือเปลือกหอยที่มีองค์ประกอบของคาร์บอเนตเป็นหลักมาเผาที่อุณหภูมิสูง แล้วพรมด้วยน้ำให้ชุ่ม ปูนจะแตกร่วนออกมาเอง ทำให้ประหยัดค่าบดและได้น้ำหนักเพิ่มขึ้น
ปูนอ๊อกไซด์ + น้ำ ปูนไฮดรอกไซด์
คุณสมบัติของปูนกลุ่มไฮดรอกไซด์
1. จะทำให้ค่าพีเอชเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าพวกคาร์บอเนตแต่น้อยกว่าปูนพวกอ๊อกไซด์
2. มีผลต่อค่าคาร์บอเนตอัลคาไลนิตี้น้อยกว่า
3. เมื่อสัมผัสกับน้ำจะเกิดความร้อน ทำให้อุณหภูมิของน้ำเพิ่มสูงขึ้น
4. เมื่อสัมผัสกับน้ำจะมีฤทธิ์กัดผิวหนัง จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
5. เมื่อได้รับความชื้น จะไม่จับตัวกันเป็นก้อน


ประสิทธิภาพการทำลายกรดของวัสดุปูน

การทำงานของวัสดุปูนแต่ละชนิดจะมีประสิทธิภาพดีหรือไม่เพียงไรนั้นจะมีปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องหลายประการด้วยกัน คือ
1. ชนิดของวัสดุปูน ปูนแต่ละชนิดจะมีอำนาจการทำลายกรดไม่เท่ากัน รายละเอียดดัง ตาราง
ชนิด ค่าการทำลายความเป็นกรด
หินปูนธรรมดา calcite (CaCO3)ปูนเผา (อ๊อกไซด์) Quick lime (CaO)ปูนขาว (ไฮดรอกไซด์) Slake lime (Ca(OH)2)หินปูนโดโลไมท์ Dolomite (CaMg(CO3)2) 100179136109
ค่าการทำลายกรดเทียมมาตรฐานจากอำนาจการทำลายกรดของ แคลเซียมคาร์บอเนตบริสุทธิ์ (CaCO3) ซึ่งคิดเป็น 100%
ตัวอย่าง
เมื่อทราบว่าต้องใช้แคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) จำนวน 320 กก/ไร่ ในการปรับค่าพีเอช ของดินจากพีเอช 5 มาเป็น 6.5 ถ้าต้องการใช้แคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Ca(OH)2) แทนแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) สามารถคำนวณหาปริมาณแคลเซียมไฮดรอกไซด์ที่ต้องใช้ได้จาก
2. ขนาดเม็ดอนุภาคของวัสดุปูน
ประสิทธิภาพการทำงานของปูน นอกจากจะขึ้นอยู่กับชนิดของปูนแล้ว ขนาดเม็ดปูนก็มีผลต่อการทำงานไม่น้อยเลยทีเดียว เม็ดปูนที่มีขนาดเล็กจะมีประสิทธิภาพการทำงานดีกว่าเม็ดปูนขนาดใหญ่ หน่วยมาตรฐานที่ใช้ในการวัดขนาดเม็ดปูนเรียกเป็น "เม็ช" (Mesh) ซึ่งหมายถึงขนาดรูตะแกรงร่อน เช่น 20 เม็ช หมายถึง ความถี่ของช่องตะแกรง 20 ช่องใน 1 นิ้ว
ขนาดเม็ดอนุภาค ประสิทธิภาพ (%)
ตาตะแกรง (เม็ช) ขนาด (มม.)
มากกว่า 6060 - 2020 - 8น้อยกว่า 8 เล็กกว่า 0.2500.250 - 0.8550.855 - 2.360ใหญ่กว่า 2.360 10060200
หมายเหตุ ปูนที่ดีควรมีความละเอียดในช่วง 20-100 ผสมกันจะใช้ได้ดีในการควบคุมค่าพีเอช
3. ชนิดเนื้อดินของบ่อเลี้ยง
เนื้อดินแต่ละชนิดจะมีค่าความเป็นกรดไม่เท่ากัน ยิ่งเนื้อดินมีความละเอียดมาก เช่น ดินเหนียว จะมีปริมาณความเป็นกรดในเนื้อดินสูง กว่าดินเนื้อหยาบ เนื่องจากดินที่ละเอียดสามารถดูดซับสารต่าง ๆ ไว้ในเนื้อดินได้มากกว่าดินเนื้อหยาบ ดังนั้นการใช้ปูนในการปรับค่าพีเอชจึงต้องพิจารณาเนื้อดินด้วย


ที่มา
http://www.nicaonline.com/articles7/site/view_article.asp?idarticle=100

_________________
อดีตประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสตูล 087-391-7888


  ชมข้อมูลของ เว็บมาสเตอร์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
ร้อยเพชร

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 01/02/2007-19:18 GMT+7  
เลี้ยงกุ้งในEwabบ่อ1ไรได้ผลผลิต17ตันโครงการนี้เริ่มแล้วและกำลังจะขยายไปในเครือเพื่อเป็นฟาร์มต้นแบบ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่มีการเสียหายจากโรคและได้ผลผลิตมากขนาดนี้ขนาดฟาร์มต้นแบบ4000ไร่ครบวงจรตั้งแต่ผลิตลูกกุ้งจนแบรูป เขาไปไกลแล้วครับ.......

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
ร้อยทอง

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 01/02/2007-23:34 GMT+7  
รายเล็กรายน้อยก็แย่ซิเพราะว่าตอนนี้เขาก็กุมตลาดเกือบหมดแล้ว

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เกียรติศักดิ์

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 02/02/2007-20:37 GMT+7  
คุณร้อยทอง
เลี้ยงกุ้งในEwabบ่อ1ไรได้ผลผลิต17ตัน ผมอยากทราบว่าเลี้ยงยังไงหรอได้17ตัน มีที่ไหนทำได้บ้าง ผมอยากไปดูจังเลี้ยงยังไง


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
ร้อยทอง

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 04/02/2007-22:08 GMT+7  
ไปดูได้ที่ฟาร์มร้อยเพชรถามพนักงานยักษ์ใหญ่ดูซิว่าจริงไหม แล้วฟาร์มนี้เขาอยู่ที่ไหน หรือว่าคุณร้อยเพชรจะตอบได้

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
12345

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 08/02/2007-21:02 GMT+7  
เป็นฟาร์มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ใก้ลเปิดให้จองเป็นเจ้าของแล้วยูนิดละ2บ่อลูกค้าเก่ามีสิทธิก่อน

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เกียรติศักดิ์

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 08/02/2007-23:10 GMT+7  
ปล่อยลูกกุ้งจำนวน/ไร่เท่าไร เลี้ยงกี่วัน ไซด์ไหน ระดับความลึกของน้ำ ถึงได้ผลผลิต17ตัน

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
CPF - CENTER

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 20/02/2007-20:22 GMT+7  
ขอข้อมูลติดต่อพื้นที่โฆษณาลูกกุ้งและอาหาร

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เล็กๆๆ

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 21/02/2007-08:49 GMT+7  
ไม่ต้องโฆษณาแล้วก็ติดลมบนกลางเวหาแล้วใครๆๆก็รู้จักฮ่า

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เว็บมาสเตอร์


 

โพสต์: 1440
โพสต์เมื่อ: 21/02/2007-15:31 GMT+7  
คุณ CPF - CENTER ติดต่อผมได้ที่เบอร์โทร 081-478-8850 ครับ
_________________
อดีตประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสตูล 087-391-7888


  ชมข้อมูลของ เว็บมาสเตอร์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
none

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 27/02/2007-07:47 GMT+7  
สวัสดีครับทุกท่าน
น่าสนใจนะครับ 17 ตัน/ไร่ โดยใช้ระบบ EWAP ผมก็อยากเห็นเหมือนกันว่าทำกันอย่างไร
มืดแปดด้าน


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
วินิจ ตันสกุล


 

โพสต์: 102
โพสต์เมื่อ: 27/02/2007-17:43 GMT+7  


โรงเรือนเลี้ยง"กุ้งขาวจีน F. chinensis ที่ประเทศเกาหลี ผลผลิต 3.2 kg/ลบ.ม. หรือประมาณ 6.14 ตัน/ไร่ (ระดับน้ำ 1.2 เมตร) ขนาดจับ 21 กรัม ใช้ระบบน้ำหมุนเวียน รูปแบบการเลี้ยงคงคล้ายกับระบบ Evap ที่อ้างถึง...


  ชมข้อมูลของ วินิจ ตันสกุล      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
วินิจ ตันสกุล


 

โพสต์: 102
โพสต์เมื่อ: 27/02/2007-17:46 GMT+7  
การเลี้ยงกุ้ง-ปลาในระบบโรงเรือนแบบปิดต่างๆ












  ชมข้อมูลของ วินิจ ตันสกุล      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
วินิจ ตันสกุล


 

โพสต์: 102
โพสต์เมื่อ: 27/02/2007-17:47 GMT+7  
การเลี้ยงปลาสเตอร์เจี้ยนในโรงเรือนแบบปิด






  ชมข้อมูลของ วินิจ ตันสกุล      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เกียรติศักดิ์

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 27/02/2007-20:26 GMT+7  
น่าสนใจมาก เหมือนแฮชเชอรรี่เลย
เลี้ยงกุ้งในบ่อปูน
ดูจากรูปเน้นอากาศอย่างเดียว เน้นเปลี่ยนถ่ายน้ำและคิดว่าจะต้องมีcentral drainเพื่อระบายขี้กุ้ง+อาหารออก
อยากทราบมูลต้นทุนโรงเรือนอ่า ระยะคืนทุนยาวนานเท่าไร
มีข้อมูลมีเยอะมั้ย ชอบ อิอิ


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
วินิจ ตันสกุล


 

โพสต์: 102
โพสต์เมื่อ: 27/02/2007-22:23 GMT+7  
การสร้าง Greenhouse บนบ่อเลี้ยงกุ้งโดยตรงที่ประเทศ Ecuador







ข้อความ ข้อความ ข้อความ ข้อความ ข้อความ


  ชมข้อมูลของ วินิจ ตันสกุล      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
วินิจ ตันสกุล


 

โพสต์: 102
โพสต์เมื่อ: 27/02/2007-22:26 GMT+7  


รายละเอียดดูที่ Link : http://www.usmsfp.org/news/leadstories/superintensive10-1-03/superintensive10-1-03.htm


  ชมข้อมูลของ วินิจ ตันสกุล      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
วินิจ ตันสกุล


 

โพสต์: 102
โพสต์เมื่อ: 27/02/2007-22:28 GMT+7  


  ชมข้อมูลของ วินิจ ตันสกุล      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
วินิจ ตันสกุล


 

โพสต์: 102
โพสต์เมื่อ: 27/02/2007-22:30 GMT+7  
การตรวจเช็คคุณภาพน้ำใน Greenhouse



  ชมข้อมูลของ วินิจ ตันสกุล      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
วินิจ ตันสกุล


 

โพสต์: 102
โพสต์เมื่อ: 27/02/2007-22:32 GMT+7  
การตรวจเช็คคุณภาพน้ำใน Greenhouse



  ชมข้อมูลของ วินิจ ตันสกุล      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
หนูน้อง

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 14/03/2007-19:20 GMT+7  
โหได้รูปภาพเพียบ เลย ต้องขอบคุณ คุณวินิจมากเลยค่ะ ที่นำภาพสวยๆมาฝาก ถ้าได้เนื้อเรื่องด้วยน่าจะดี อิอิ จะได้ลงประชาสัมพันธืให้พี่น้องผู้เลี้ยงกุ้งทราบถึง เทคโนโลยี การเลี้ยงว่า เขาไปกันถึงไหนแล้ว

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
555

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 15/03/2007-22:11 GMT+7  
ปลาใหญ่กำลังเขมือบปลาเล็กอยู่

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เว็บมาสเตอร์


 

โพสต์: 1440
โพสต์เมื่อ: 16/03/2007-16:54 GMT+7  
สมัยนี้ ไม่เฉพาะแค่ปูนที่ปลอมปน เดี๋ยวนี้เค้าเล่นกันขนาด ปลอมคลอรีนกันแล้วครับ %ไม่ถึงตามที่ระบุ
ข้อแนะนำคือ ซื้อหาจากบริษัท ที่มีความน่าเชื่อถือเท่านั้น อย่าเห็นแก่ราคาถูก
ไอโอดีนก็เช่นกัน บางบริษัทใช้วิธีขายถูกกว่าคนอื่น แต่ถูกก็เพราะ%ไอโอดีนต่ำกว่าคนอื่นมากๆ จนกลายเป็นว่าแท้จริงแล้ว แพงกว่าคนอื่นเค้า
คงจะมีสักวัน ที่เกษตรกร ลุกขึ้นมาตรวจสอบสินค้า ส่งสินค้าไปตรวจสอบกับทางราชการที่จะสามารถนำผลการตรวจมาฟ้องร้องได้
ขอให้กำลังใจกับบริษัทที่จริงใจกับลูกค้า เพราะผมมั่นใจว่า เกษตรกรจะสามารถรู้ได้ว่า สินค้าตัวนั้น ดีจริงสมกับราคาที่แพง
ของดีราคาไม่แพง ยังพอมีอยู่ หากเราใช้สิปัญญาในการเลือกซื้อครับ
_________________
อดีตประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสตูล 087-391-7888


  ชมข้อมูลของ เว็บมาสเตอร์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
Mr.Win_win

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 16/03/2007-23:00 GMT+7  
เห็นการเลี้ยงกุ้งแบบนี้แล้วทึ่งจริงๆ บ้านเราใครทำได้คงต้องใช้ทุนน่าดูเลย.................ถ้าได้ข้อมูลเพิ่มอีกหน่อยจะขอบพระคุณอย่างสูงครับ(ปลาเล็ก)

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
solomon

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 17/03/2007-14:04 GMT+7  
K. Kiattisak ถ้าไม่อ่านใจกุ้ง คุณคงเลี้ยงยากแน่ครับ จะตอบแทนกุ้งคงไม่ได้แต่ถ้าศึกษาลงไปลึก ๆ ถึววันนั้นคุณจะเข้าใจเองครับ รู้เขารู้เรา เลี้ยง 100 บ่อ ได้กำไร 100 บ่อ คำว่ารู้เขานี้แหละคือ การ ตอบคำถามแทนกุ้ง ก่อนจะลงมือเลี้ยงกุ้งขาว คุณเรียนรู้มันมามากขนาดใหนครับ มีคนบอกว่า โอ้ย ผมเลี้ยงกุ้งดำมา 30 ปีแล้ว ผมก็ยังไม่เห็นคน ๆ นั้นเลี้ยงกุ้งขาวได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่คนที่บอกว่า กุ้งขางเลี้ยงยาก เห็นได้กำไรทุกรุ่นครับ
กุ้งขาวคือ อะไร ชอบอะไรไม่ชอบอะไร กินน้ำทะเลแบบใหน กินออกซิเจนแบบใหน ชอบดินก้นบ่อแบบใหน เลี้ยงหนาแน่นได้มั้ย ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง เขาจบประมงมาแต่ไม่เคยเถียงคนแนะนำเลยสักคำเดียว ผลก็คือ กำไร ทุกรุ่น เธอบอกว่า ตำราก็ดีระดับหนึ่ง แต่ประสบการณ์จากหลาย ๆ คน ดีกว่าตำรา หลาย ๆ เล่ม บ่อ 3 ไร่ ลง 1 ล้าน 72 วัน จับพาเชี่ยล 5 ตันไซซ์ 90 ขายได้ 5 แสนเลี้ยงไปอีก 60 วันคว่ำบ่ออีก 12 ตันไซซ์ 47 ราคา 167 บาท ฟาดมาอีก 2 ล้านบาทเศษ อีก 2 บ่อลงไปบ่อละ 5 แสนได้ 8 ตันไซซ์ 47 เหมา 167 บาทคว่ำบ่อ (สค. 06) รวมทุน 2 ล้านกว่าขายได้รวม 5 ล้านกว่า ใช้อาหาร ลี เอฟซีอา 1.1 ลูกกุ้ง ซายอาคควา ในฟาร์มมีอีก 3 บ่อครับ ซีพี 1 บ่อ แล็ป 1 บ่อ และ เอคโค่ 1 บ่อ กุ้งซีพีลงก่อน 20 วันตอนจับได้เท่ากับ กุ้งซายอาคควา บ่อนั้นเสมอ ส่วนแล็ป ลงก่อน ซายอาคควา 7 วัน จับพร้อมกัน ขาดทุน 2 แสนกว่า ของ เอคโค่ ลงก่อน ซีพี ได้ไซซ์เท่า ซีพี มีแถมมาก เลยเสมอทุน....ไม่ได้เชียร์ของใคร ผมก็เลี้ยงกุ้ง แต่มีคนสรุปให้แล้วบนหน้ากระดานนี้
ทำตามได้ จะรวยกันหมด เพราะ รู้ว่ากุ้งชอบอะไรไม่ชอบอะไร แต่คนเลี้ยงชอบ กำไร อย่างเดียว สมแล้วที่ ได้แค่นั้น


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
Vinij

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 19/03/2007-14:00 GMT+7  
จากประชาชาติธุรกิจ-วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2550

เลี้ยงกุ้งระบบโรงเรือนปิด มหัศจรรย์ของ CPF ที่ จ.ตราด

การเลี้ยงกุ้งในประเทศได้พัฒนาขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เมื่อบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ประสบความสำเร็จขั้นต้นในการเลี้ยงกุ้ง "ระบบโรงเรือนปิด" เป็นครั้งแรกของโลกที่ จ.ตราด โดย นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ CPF ได้กล่าวถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า เป็นสิ่งที่บริษัทอยากแสดงให้ทั่วโลกเห็นว่า ด้วยเทคโนโลยีของบริษัทในขณะนี้ เราสามารถเลี้ยงกุ้งในโรงเรือนปิดได้ ซึ่งหมายถึงการควบคุมได้ทั้งอุณหภูมิ อาหาร และปลอดโรค ส่งผลให้ผลผลิตกุ้งต่อบ่อที่ได้รับเพิ่มขึ้นอย่างน่ามหัศจรรย์

แน่นอนว่าในขั้นต้นการลงทุนเลี้ยงในระบบ โรงเรือนปิดจะมีต้นทุนที่สูงมาก แต่ผลผลิตที่ได้จะชดเชยกับเงินที่ลงไป ที่สำคัญในขณะนี้ยังไม่ใช่การเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ เมื่อถึงเวลานั้น CPF มั่นใจว่า ระบบการเลี้ยงกุ้งในประเทศจะเกิดการเปลี่ยนแปลง จากที่ควบคุมไม่ได้มาเป็นควบคุมตัวแปรต่างๆ ได้

"เราอยากให้ผู้ซื้อกุ้งของเรามั่นใจ ลูกค้าเชื่อถือ เมื่อเกิดความเชื่อมั่น ก็จะกล้าซื้อสินค้าของเรา C.P. เวลาทำอะไร เราอยากจะหาในสิ่งที่คนอื่น ยังไม่ทำ แล้วเราเริ่มทำก่อน สามารถไปโชว์ถึงความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นได้" นายอดิเรกกล่าว

เริ่มทดลองครั้งแรกที่ยี่สาร

สำหรับการเลี้ยงกุ้งในระบบโรงเรือนปิดที่ CPF พัฒนาขึ้นมานี้ เกิดจากปัญหาที่ว่า ทุกวันนี้การเลี้ยงกุ้งในประเทศไทยส่วนใหญ่ใช้ ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecialty) ยังไม่ 100% จึงป้องกันได้เฉพาะโรคที่มาจากทางบก ทางน้ำ แต่ทางอากาศยังป้องกันไม่ได้

ดังนั้น CPF จึงมีความคิดที่จะทดลองทำ "โรงเรือนระบบปิด" โดยทำโครงการทดลอง ครั้งแรกขึ้นที่ยี่สาร จังหวัดสมุทรสงคราม ช่วงแรกใช้วิธีกางมุ้งป้องกันนกและแมลง ไม่ได้ทำโดยมาตรฐานอย่างที่จังหวัดตราด ปรากฏสามารถป้องกันโรคหัวเหลือง ที่เป็นโรคระบาดเฉพาะถิ่นแถบจังหวัดประจวบคีรีขันธ์-เพชรบุรี-ราชบุรี-นครปฐม-สมุทรสงคราม และฉะเชิงเทราได้

โครงการทดลอง ที่ยี่สารได้ดำเนินการมา 4 ปี ใช้พื้นที่ 100-200 ไร่ จากพื้นที่ที่มีทั้งหมดประมาณ 500-600 ไร่ แบ่งเป็น 3 บ่อ จากบ่ออนุบาล บ่อกลาง และบ่อเลี้ยงสุดท้าย เริ่มจากซื้อลูกกุ้งขาวปลอดเชื้อมาเลี้ยงในบ่ออนุบาล ระบบนี้ต้องใช้กุ้งที่ปรับปรุงพันธุ์มาแล้ว อย่างกุ้งขาว เพราะ CPF เคยทดลองเลี้ยงระบบปิดกับกุ้งกุลาดำ แต่ล้มเหลวทั้งหมด กุ้งกุลาดำไม่เหมาะเลี้ยงระบบปิด เพราะไม่ได้พัฒนาพันธุ์มาสำหรับการเลี้ยงแบบนี้

บ่ออนุบาลลงกุ้ง 2,000-2,500 ตัว/ตร.ม. 25 วัน แล้วมาลงบ่อกลาง ประมาณ 700-800 ตัว/ตร.ม. อีก 50 วันปล่อยลง บ่อสุดท้ายลงกุ้ง 400-500 กว่าตัว/ตร.ม. อีก 50 วัน จับได้กุ้งประมาณ 9-10 ตัน/ไร่ ทุก 50 วันจับครั้งหนึ่ง เทียบกับระบบทั่วไปที่ทำกัน บ่อสุดท้ายอาจจะลงกุ้งประมาณ 100-150 ตัว/ตร.ม. อัตรารอดประมาณ 85-90% ที่ยี่สารเป็นระบบทดลองไม่ใหญ่ เริ่มทำจากขนาดบ่อละ 300 ตารางเมตร ขยายถึงบ่อละ 1 ไร่ มีประมาณ 3-4 บ่อ พอตัวเลขนิ่ง เชื่อมั่นว่าน่าจะทำได้ระดับหนึ่ง

พัฒนาไปสู่ระบบปิดสมบูรณ์แบบที่ตราด

ต่อจากนั้น CPF จึงขยายการเลี้ยงกุ้งในระบบปิดไปที่จังหวัดตราด ในเฟสแรกมี 4 กลุ่ม ตามแผนที่วางไว้จะมีกำลังการผลิตเต็มที่ 5,000 ตัน ในกลุ่ม 1 มีพื้นที่ 80 กว่าไร่ เริ่มลงมือก่อสร้างประมาณปี 2548 ลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท ประกอบด้วย บ่ออนุบาล 6 บ่อ เริ่มลงกุ้งปลาย ปี 2549 บ่อละ 2,500 ตัว/ตร.ม. บ่อกลาง 12 บ่อ และบ่อสุดท้าย 12 บ่อ ลงกุ้งบ่อละ 450-500 ตัว/ตร.ม. ขนาดบ่อละ 2,000 ตารางเมตร 1 ปี จับกุ้งได้ 6.5-7 ครั้ง ทุก 50 วัน

จับกุ้งได้ 1 ครั้งใน 1 บ่อ จับได้ 15 ตัน/รุ่น กุ้งขนาด 60 ตัว/กิโลกรัม หรือตัวละ 16 กรัม รวมผลผลิตทั้ง 12 บ่อ คาดว่าจะได้ประมาณ 1,200 ตัน ซึ่งตัวเลขถือเป็นตัวเลขเก่าที่เคยทดลองทำได้ที่ยี่สารมาแล้ว สำหรับการเลี้ยงกุ้งรุ่นแรกที่จังหวัดตราด ยังมีโอกาสขยายให้ได้ผลผลิตมากกว่านี้ สำหรับผลผลิตรุ่นแรกจะจับได้กลางปี 2550 ส่วนอีก 3 กลุ่มกำลังก่อสร้างยังไม่เสร็จเรียบร้อย แต่อาจเริ่มเลี้ยงได้ครึ่งหนึ่งของโครงการที่จะทำทั้งหมด ทำให้คาดว่า ผลผลิตรุ่นแรกที่จะจับได้กลางปี 2550 จะมีประมาณ 2,000 ตัน

ถ้าเทียบเฉพาะบ่อสุดท้าย คำนวณเป็นไร่ในกุ้งขนาด 60 ตัว/กิโลกรัม ระบบปิดจับกุ้งได้ไร่ละ 12 ตัน จำนวน 6.5-7 ครั้ง/ปี จับกุ้งบ่อสุดท้ายรวมได้ไร่ละ 78 ตัน/ปี การเลี้ยงระบบเปิดทั่วไปเฉลี่ย 1 ไร่ จับกุ้งได้ 5 ตัน/ปี และจับกุ้งได้ประมาณ 2 ครั้ง/ปี ในระบบการเลี้ยงปกติต้นทุนประมาณ 90-100 บาท/กิโลกรัม ถ้าเลี้ยงระบบปิดต้นทุนต่อกิโลกรัมประมาณ 110-120 บาท ต่างกันประมาณ 15-20% จากช่วงเริ่มต้นได้ต้นทุนกิโลกรัมละ 200-300 บาท

ถ้าตอนนี้ราคากุ้งถูก ระบบปิดคงทำกำไรได้ยาก เพราะราคาตลาดขณะที่ประมาณ 115-120 บาท/กิโลกรัม การเลี้ยงระบบปิดต้นทุนสูงกว่า 3-3.5 เท่า แต่ชาวบ้านอาจทำได้ถูกกว่า เพราะลักษณะบริษัทลงทุนทุกอย่างต้องมาตรฐาน ใช้งานได้ยาว ส่วนการจะลดต้นทุนได้มากน้อยเพื่อจะแข่งกับ การเลี้ยงระบบเปิดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่

1)การพัฒนาสายพันธุ์ อาจจะเลี้ยงได้แน่นกว่านี้ อาจจะโตได้เร็วกว่านี้ อาจจะใช้อาหารน้อยกว่านี้ อาจจะมีอัตรารอดดีกว่านี้ พันธุ์อย่างเดียวยังมีช่องให้พัฒนาได้มากมาย ซีพีเอฟมีข้อได้เปรียบคนอื่น คือ มีระบบการพัฒนาพันธุ์ ช่วงหลังพัฒนาพันธุ์ที่ทนโรคได้ค่อนข้างมาก 2)การก่อสร้างยังไม่มีมาตรฐาน ถ้ามีการพัฒนาเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม เรื่องวัสดุก่อสร้างจะทำให้ถูกลง 3)สถานที่ก่อสร้าง ถ้าสถานที่ที่เหมาะสมอาจเหลือลงทุน 200 กว่าล้านบาทก็เป็นได้

และ 4)ระบบบำบัดก็เป็นหัวใจ การเลี้ยง 400-500 ตัว/ตารางเมตร กุ้งปล่อยมูลของเสียออกมามากการเติมออกซิเจนลงไปต้องพัฒนาวิธีการที่ต่างจากที่ทำปกติ เพื่อลดต้นทุน และต้องหาทางบำบัดที่พิเศษกว่านี้ ต้องมีระบบกรอง ต้องเอาโปรตีนที่อยู่ในน้ำออก เสร็จแล้วต้องเอาไปให้แบคทีเรียบำบัด ซึ่งเรื่องเหล่านี้กว่าจะจับประเด็นปัญหาได้ใช้เวลา 3-4 ปี ปกติระบบปิดใช้น้ำ 1% ต่อวัน ในการล้างอะไรต่างๆ การเลี้ยงทั่วไปวันหนึ่งประมาณ 10% มากกว่าหรือกว่านั้น


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เกษตรกร

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 20/03/2007-15:26 GMT+7  
แล้วถ้าซีพีเลี้ยงได้ผลแล้วเกษตรกรที่เป็นรายย่อยเลี้ยงแล้วใครจะซื้อ

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
พอเพียง

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 22/08/2009-20:54 GMT+7  
คุณเชื่อผมไหม
อะไรที่เกินธรรมชาติมากๆๆๆๆ จะไม่ยืนยาว
ไม่ต้องตกใจ
ปลาเลี้ยงง่ายกว่ากุ้งยังทำไม่ได้นานเลย
ตย.ปลาดุกในบ่อคอนกรีตกลม



     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
jack

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 25/08/2009-12:37 GMT+7  
CP Prima ขาดทุนที่ อินโดฯ ไปแสนกว่าล้าน ไม่เห็นเอามาคุยเลย.......ที่ตราด เพื่อนทำงานแถว ๆ อีแวปโทรมาบอกว่า มันกำลังเจ๊งแล้ว.....ทำไปนาน ๆ มันไม่สำเร็จครับ.........เพราระราคากุ้งเมืองไทยมันถูก.....ถ้าไปทำที่ยุโรปหรือ ตะวันออกกลาง ละก็น่าจะคุ้มทุนมากเพราะที่เมืองไทยไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าคลุม........และบ่อดินก็ทำได้ดี.....ฟาร์มน้ำวนก็พบเห็นเยอะแยะครับ...ถ้าทำบนลาดเขาจะทุ่นค่าใช้จ่ายมากกว่าครับ โดยทำบ่อซีเมนต์ สามบ่อ ๆ ๓ไร่ หกไร่ และ หกไร่ ลดระดับกันลงมา......บ่อบนสุดเป็นบ่อกุ้งเล็ก พอโตขึ้นมาอีกหน่อยก็ปล่อยให้ไหลลงมาที่บ่อกลาง แล้วปล่อยต่อมาที่บ่อล่างสุดแล้วก็จับขาย....ต้องสร้างบ่อพักน้ำใหญ่โตขนาดสองบ่อ ๆ หก ไร่เหมือนกัน ต้องใช้ไฟฟ้ามาก.......ส่วน.ของผมผมแนะนำให้เพื่อนชาวเลบานอนทำในที่ร่มด้วย กระบะไม้ครับ กว้าง ๙ เมตร ยาว 50 เมตร ทำในโรงงานเก่า ใช้ผ้า พีอีรองด้านในกันรั่ว.....มีที่ปรับอุณหภูมิได้ แล้วไปแต่งหลังคาให้เพิ่มแสงแดดได้.......ทำมาหลายบ่อ และก็ ไปได้ดีครับ.....ลงทุนไม่ต้องมากอย่างซีพี แต่ ขายได้โลละ สี่ร้อย ถึง หกร้อยกว่าบาท.....ต้นทุนเรื่องอาหารจะแพงกว่าบ้านเราประมาณ 20% เพราะต้องนำเข้าจาก อิหร่าน.....ที่นั่นไม่จับคว่ำบ่อแต่จับขายไปเรื่อย ๆ โดยใช้สวิงตักออก.....ขายได้วันละ แสนกว่าบาท...ทุกวันเลยครับ.....เพือนบอกว่า เบื่อเลี้ยงกุ้งแล้ว.....เพราะขี้เกียจนับเงิน.......

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
ghnhnn

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 19/11/2009-18:15 GMT+7  
ghnhgngh

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
jack

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 23/12/2009-10:24 GMT+7  
ที่ Lebanon ผมให้ใช้ boiler ด้วยครับ เพื่อผสมน้ำทะเลที่เย็นเจี๊ยบให้อุ่นขึ้นและควบคุมอุณหภูมิ แล้ววนเข้าไปในบ่อที่มีกุ้งตลอดหน้าหนาว สามารถนำไปใช้ในรัสเซีย หรือ โรมาเนียได้ ครับ (ใช้น้ำเค็มจากทะเลดำ)ส่วนกระบะไม้ขนาด 9 เมตร คูณ 50 เมตรนั้น สามารถทำได้มากเท่ที่ต้องการครับ โดยวางระนาบพื้นดิน ไม่ต้องไปทำแบบ EWAP ของ CP ที่ตราด จะประหยัดต้นทุนไปแบบมโหฬาร กระบะไม้ ขนาดที่ว่านั้น ถ้าทำเรียงกัน 30 ชิ้น มองไกล ๆ เหมือนเรือเลยครับ ถ้าเมืองไทยก็ ทำกลางแจ้งได้ ถ้าต่อไป รัฐบาลไม่ให้เลี้ยงสัตว์ทะเลในแผ่นดิน ก็ ใช้ระบบกระบะไม้อย่างผมนี่ก็ ช่วยได้เยอะครับ

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote


Reply Zone
เกี่ยวกับการโพสต์ ผู้เยี่ยมชม สามารถโพสต์ โดยใส่ชื่อหรืออีเมล์ที่ต้องการ
ชื่อ/อีเมล์:
ข้อความ:

แท็กพิเศษ:
ลักษณะอารมณ์:
All Smilies
การทำงานเสริม: ไม่ใช้งาน HTML ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน แท็กพิเศษ ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน ลักษณะอารมณ์ ในการโพสต์นี้
แสดงลายเซ็น

Key Number:

 
 Fill 5 Keys
 
ห้ามใช้งานกระทู้นี้ ย้ายกระทุ้นี้ ลบกระทู้นี้ กระทู้ปักหมุด

© 2003-2010 BuildBoard. All rights reserved. Terms of Uses. Advertisement. Contact Us.
[coconut oil for hair]  [how to make hair grow faster]  [how to prevent hair loss