| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ:: กรมประมงเปิด 2 ยุทธศาสตร์ ดันไทยไต่เป็นจ้าวปลานิลโลก |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 17/07/2008-19:52 GMT+7  
ปลานิลขาดตลาดโลก
ต่างประเทศมีความต้องการวัตถุดิบคุณภาพเพิ่มขึ้น...ประเทศไทยมีศักยภาพการผลิตปลานิลคุณภาพ...เป็น 3 หัวข้อหลักที่หลายๆฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนต่างหยิบยกมามาประกอบขึ้นเป็นประเด็นในการพิจารณาในการกำหนดยุทธศาสตร์ปลานิลของประเทศไทย โดยมีกรมประมงเป็นแม่งาน
จากการร่วมกันประชุมระหว่างกรมประมง ผู้ประกอบการภาคการเพาะเลี้ยง ผู้ค้าปัจจัย ผู้ผลิตอาหาร รวมไปถึงสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย และจากการจัดงานสัมมนาในหลายๆครั้ง ทั้งนี้เพื่อเสนอถึงเทคโนโลยี ข้อมูล ปัญหาอุปสรรคในภาคการส่งออกปลานิล มีการระดมความคิดเพื่อหาแนวทางในการส่งออกปลานิลและการจัดทำยุทธศาสตร์ต่อไป ซึ่งธุรกิจสัตว์น้ำได้ติดตามและรายงานข่าวทุกครั้งที่เกิดการเคลื่อนไหวต่างๆ ล่าสุดในวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ทีมงานมีโอกาสได้เข้าพบ ดร.จิราวรรณ แย้มประยูร รองอธิบดีกรมประมง เพื่อขอข้อมูลด้านนี้โดยตรง ณ ตึกจุฬาภรณ์ กรมประมง ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากท่านด้วยดี โดยเฉพาะการให้ข้อมูลด้านการกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาการผลิตปลานิลและผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก ข้อมูลที่ได้มีดังนี้
ผลจากการจัดสัมมนาและประชุมกันในหลายๆครั้ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารสินค้าปลานิลและผลิตภัณฑ์ขึ้นมา โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอธิบดีกรมประมงเป็นที่ปรึกษา และมีดร.จิราวรรณ แย้มประยูร รองอธิบดีกรมประมงเป็นประธานคณะกรรมการ มีตัวแทนจากผู้ประกอบการทุกภาคส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการ และได้จัดประชุมไปแล้วเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อร่สมกันพิจารณาจัดทำร่างยุทธศาสตร์บริหารสินค้าปลานิลและผลิตภัณฑ์ ต่อมาจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ในปี 51 ออกมาแล้ว ซึ่งมี 2 ยุทธศาสตร์หลักนั่นคือ
1.ยุทธศาสตร์การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและผลผลิต
2.ยุทธศาสตรการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน
พันธกิจ
1.พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงปลานิลที่เหมาะสม
2.พัฒนาด้านการตลาดในประเทศและต่างประเทศ
3.พัฒนาผลผลิตปลานิลไทยให้มีคุฯภาพ ได้มาตรฐานการส่งออก เป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในและต่างประเทศ และพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการส่งออกในภูมิภาคอาเซียน
4.สร้างระบบมาตรฐานคุณภาพสินค้าเพื่อการบริโภค และส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกร
5.สร้างความแข็งแกร่งเพื่อการเป็นผู้นำในธุรกิจการส่งออกปลานิลด้วยความร่วมมือกันระหว่างเกษตรกรและหน่วยงานของทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อการจัดการที่ยั่งยืน
วัตถุประสงค์
1.เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตสินค้าปลานิลที่ได้มาตรฐานการส่งออก
2.เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและส่งเสริมมาตรฐานฟาร์ม
3.เพื่อขยายตลาดต่างประเทศและตลาดในประเทศ
เป้าประสงค์
1.เพิ่มปริมาณผลผลิตปลานิลที่ได้จากการเพาะเลี้ยง จากจำนวน 2.3,737 ตันในปี 2548 เป็น 300,000 ตันในปี 2553
2.เพิ่มคุณภาพและพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานการส่งออก โดยกำหนดเป้าหมายการส่งออกปลานิล 50,000 ตันในปี 2553
3.เพิ่มพื้นที่การเพาะเลี้ยงปลานิลภายในประเทศ จากปี 2548 มีพื้นที่จำนวน 394,742 ไร่ เพิ่มเป็น 500,000 ไร่ในปี 2553
4.เพิ่มจำนวนฟาร์มมาตรฐานจาก 500 ฟาร์มเป็น 2,500 ฟาร์ม
5.ขยายตลาดส่งออกและตลาดในประเทศ
รายละเอียดในแต่ละยุทธศาสตร์นั้น ท่านรองฯได้ให้รายละเอียดไว้ว่า
ยุทธศาสตร์ที่1 อยู่ในภาคการผลิต ซึ่งที่ผ่านมาการผลิตปลานิลในประเทศไทยมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน สำหรับจุดแข็งคือ สามารถเลี้ยงปลานิลได้ง่ายและมีอัตราการเจริญเติบโตสูง ทั้งนี้เป็นเพราะมีเทคโนโลยีการเลี้ยงที่ครบวงจร เกษตรกรมีการจัดการด้านการเพาะเลี้ยงที่ดีอยู่แล้ว และมีการใช้พ่อแม่พันธุ์ที่ดีเพื่อให้ได้ลูกพันธุ์ที่มีคุณภาพ ถึงแม้ว่าขณะนี้จะมีข่าวลือด้านคุณภาพลูกพันธุ์บ้างก็ตาม แต่ก็ส่วนน้อยเท่านั้น ถึงแม้ว่าเราจะมีประสิทธิภาพเรื่องที่กล่าวมา แต่ปัญหาอุปสรรคก็มีบ้างคือ มีต้นทุนสูง โดยเฉพาะการเลี้ยงปลานิลในกระชังที่ต้องใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปตลอดระยะเวลาการเลี้ยง ในขณะที่อาหารถูกปรับราคาให้สูงขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงปัญหาเรื่องการตกค้างของยาสารเคมีในกรณีที่มีการส่งออกวัตถุดิบ นอกนั้นก็จะเป็นปัญหาเรื่องกลิ่นโคลน โดยเฉพาะปลาบ่อดินในหลายพื้นที่ปัญหาดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อยุทธศาสตร์แรก ดังนั้นกรมประมงจึงวางเป้าประสงค์ไว้คือ
1.เพิ่มผลผลิตและพื้นที่การเลี้ยงปลานิล ซึ่งได้นำกลยุทธ์เข้ามาดำเนินการแก้ไขเพื่อเพิ่มศักยภาพ กลยุทธ์แรกคือ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงและปรับปรุงพันธุ์ อาทิเช่นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเพื่อลดต้นทุนการผลิตและลดกลิ่นโคลน มีการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ปลานิลคุณภาพเพื่อการเพาะเลี้ยงอย่างยั่งยืนต่อไป เช่น เพื่อให้ปลาโตเร็วและต้านทานโรคเพิ่มขึ้น กลยุทธ์ที่ 2 คือ ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการจัดระบบการเพาะเลี้ยงแบบครบวงจรและเป็นระบบ กล่าวคือจัดทำโครงการพัฒนาเทคนิคการควบคุมสิ่งแวดล้อมในบ่อดิน โครงการพัฒนาการเพาะเลี้ยงเลียนแบบธรรมชาติเพื่อให้ยั่งยืน แนะนำเทคโนโลยีด้านการผลิตปลานิลให้ได้ขนาดสม่ำเสมอ ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มและจดทะเบียนฟาร์ม เป็นต้น กลยุทธ์ที่ 3 ส่งเสริมการเลี้ยงที่ใช้ต้นทุนต่ำแต่ได้ผลผลิตที่มีมูลค่าสูง ซึ่งจะมีโครงการรองรับคือ โครงการส่งเสริมด้านการผลิตอาหารใช้เอง เพื่อลดต้นทุน สำหรับกลยุทธ์ที่ 4 สนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งจะมีโครงการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างแหล่งเงินทุนและเกษตรกร
2.เพิ่มคุณภาพและพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานการส่งออก กลยุทธ์แรกของเป้าประสงค์นี้คือ พัฒนาศักยภาพของเกษตรกรด้านการผลิตสินค้าปลานิลให้ได้มาตรฐานเพื่อการส่งออก โดยจะมีโครงการตรวจสอบ รับรอง ควบคุม และกำกับดูแลฟาร์มให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โครงการตรวจสอบ รับรอง ควบคุม และกำกับมาตรฐานโรงงานแปรรูป โครงการตรวจสอบ รับรอง ควบคุม และกำกับมาตรฐานโรงงานแปรรูปในลักษณะ SME และโครงการอบรมเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลานิลด้านโรคและการป้องกันรักษาโรคปลานิล กลยุทธ์ต่อมาคือ การพัฒนาการเก็บรักษาหลังการเก็บเกี่ยวและการแปรรูปสินค้า มีโครงการรองรับคือ โครงการพัฒนาระบบการซื้อขายตรงระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลและโรงงานแปรรูปหรือ คอนแทรค ฟาร์มมิ่ง โครงการรับรองมาตรฐานสุขลักษณะการดูแลปลานิลหลังการจับ และระหว่างการขนส่ง โครงการอบรมให้ความรู้เกษตรกรด้านการดูแลปลานิลหลังการจับและระหว่างการขนส่ง โครงการรับรองมาตรฐานตลาดกลางปลานิล ส่งเสริมให้เกิดตลาดกลางในสถานที่สำคัญ โครงการวิจัยและพัฒนาการใช้ประโยชน์สูงสุดจากส่วนเหลือของโรงงานแปรรูปปลานิล โครงการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ปลานิลให้ตรงกับความต้องการของตลาด โครงการศึกษาระบบการจัดการโซ่อุปทานอุตสาหกรรมปลาน้ำจืดในประเทศไทย
ยุทธศาสตร์ที่ 2 มีเป้าประสงค์ไว้คือ เพิ่มการแข่งขันในตลาดโลกโดยการสร้างภาพลักษณ์ด้านคุณภาพสินค้า พัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารเพื่อใช้ในการบริหารจัดการด้านการตลาด ซึ่งจะใช้ 3 กลยุทธ์คือ
1.จัดตั้งระบบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับตลาดปลานิล ซึ่งจะมีโครงการจัดตั้งเครือข่ายศูนย์ข้อมูลปลานิล
2.พัฒนาการตลาดเชิงรุก มีโครงการส่งเสริมการตลาดและการส่งออกปลานิล ซึ่งจะมีกิจกรรมย่อยคือ กิจกรรมพัฒนาศักยภาพของผู้ผลิตและผู้ส่งออก และกิจกรรมพัฒนาระบบขนส่งเพื่อรองรับการค้าและการกระจายสินค้า นอกจากนี้ยังมีโครงการส่งเสริมการทำตลาดปลานิลในตลาดเดิมและในตลาดใหม่ในต่างประเทศ
3.สร้างภาพลักษณ์ในด้านคุณภาพความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม มีโครงการรองรับคือ โครงการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าปลานิล และโครงการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร(Q-Mark)สำหรับปลานิลและผลิตภัณฑ์
จะเห็นได้ว่ายุทธศาสตร์ทั้ง 2 ได้ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว ต่อไปก็ต้องดำเนินการตามแผนที่ได้วางเอาไว้ ซึ่งพบว่ามีหลายๆโครงการที่จะคอยส่งเสริมให้ศักยภาพการพัฒนาปลานิลเพื่อการส่งออกเพิ่มขึ้น ซึ่งบางโครงการก็ดำเนินการไปแล้ว และหลายโครงการจะเริ่มต้นในปี 52 ซึ่งท่านรองฯได้กล่าวถึงโครงการต่างๆเหล่านี้ว่า
วัตถุประสงค์ของยุทธศาสตร์คือ ต้องการเพิ่มผลผลิต เพราะเราต้องการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งพื้นที่การเลี้ยงในปัจจุบันมีประมาณ 4 แสนไร่ เราต้องการขยายพื้นที่เลี้ยงออกไปเป็น 5 แสนไร่ให้ได้ ทั้งนี้เพื่อรองรับภาคการส่งออกด้วย ซึ่งผลผลิตในปัจจุบันมีปีละประมาณ 2 แสนตัน ซึ่งภายในปี 53 เราน่าจะผลิตให้ได้ 3 แสนตัน ส่วนการส่งออกในปัจจุบันแค่ 1 หมื่นกว่าตันต่อปี ซึ่งเรากะว่าน่าจะเป็น 5 หมื่นตันให้ได้หรือมากกว่านั้นซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเริ่มโครงการได้เมื่อไหร่ แต่เราก็ได้วางโครงการไว้แล้ว ที่เกิดขึ้นไปแล้วและเห็นชัดเจนคือ โครงการการเพิ่มศักยภาพการผลิตปลานิลเพื่อการส่งออก จะมีการจัดฝึกอบรมเรื่องโรคปลานิลและการป้องกันไว้ด้วย ซึ่งเราไปจักมาแล้วที่อุบลราชธานี เชียงราย และสุพรรณบุรี และอีกหลายโครงการที่เราทำไปแล้วคือ โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงปลานิล เรื่องปัญหากลิ่นโคลนและการลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเรามีนโยบายให้หน่วยงานของเราทำวิจัยด้านอาหารสัตว์น้ำจืดและเผยแพร่ออกไป โดยหวังเพื่อเป็นการลดต้นทุนของเกษตรกร อีกเรื่องคือการตรวจรับรองฟาร์ม เพราะในปัจจุบันฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP มีแค่ประมาณ 500 ฟาร์มเท่านั้นเอง ซึ่งเราหวังว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,500 ฟาร์มให้ได้
เรื่องที่ทางกรมประมงกำหนดไว้ว่าจะเพิ่มพื้นที่การผลิตจาก 4 แสนไร่เป็น 5 แสนไร่นั้น ทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำเห็นด้วย เพราะท่านรองฯได้กล่าวว่าห้องเย็นมีตลาดรองรับไว้มากมาย แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงและต้องคิดต่อคือ จะเพิ่มพื้นที่ได้จริงหรือไม่ พื้นที่ที่จะเพิ่มนั้นอยู่ที่ไหนบ้าง เพราะในปัจจุบันแหล่งที่เลี้ยงปลานิลแล้วเกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั้นมีไม่กี่แหล่ง หากเป็นกรณีการเลี้ยงในกระชังอาจจะติดปัญหาเรื่องจำนวนกระชังต่อพื้นที่ของแหล่งน้ำ แต่เท่าที่กรมประมงมั่นใจแล้วว่าพื้นที่ที่น่าจะเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการเพิ่มพื้นที่เลี้ยงนั่นคืออำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เพราะที่นั่นโดยส่วนใหญ่เกษตรกรจะรวมกลุ่มกันเลี้ยงแล้วประมาณ 7-8 กลุ่มซึ่งมีความเข้มแข็ง สามารถจับผลผลิตได้วันละประมาณ 10 ตัน แต่สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขคือเรื่องต้นทุนการผลิต หากหลายๆพื้นที่สามารถรวมกลุ่มกันเพื่อผลิตได้แล้ว ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าจะบริหารจัดการด้านการเลี้ยงของกลุ่มอย่างไร แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆด้วย โดยเฉพาะเนื่องสิ่งแวดล้อม เพราะในปัจจุบันต่างก็ทราบข่าวจากสื่อต่างๆกันว่าปลาตายทั้งประเทศ จะส่งผลต่อการลงลูกพันธุ์ของเกษตรกรหรือไม่ เพราะจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อยุทธศาสตร์ที่กำหนด
ปัญหาปลาตายเกิดจากสภาพแวดล้อม เพราะสังเกตว่าปลาที่ตายนั้นส่วนใหญ่จะเป็นปลาที่เลี้ยงในกระชังแทบทั้งนั้น ซึ่งปัจจัยหลักคือด้านสภาพแวดล้อม ด้านคุณภาพน้ำ ปัญหาปลาตายจะพบทุกปีอยู่แล้ว คือระหว่างเดือนที่เป็นรอยต่อระหว่างหน้าร้อนกับหน้าฝน เพราะสาเหตุส่วนหนึ่งคือเมื่อฝนตกทุกอย่างจะถูกชะล้างลงแม่น้ำ ทำน้ำจะขุ่น ออกซิเจนจะต่ำ ก็จะทำให้ปลาอ่อนแอ ซึ่งในธรรมชาติมีเชื้อต่างๆอยู่แล้ว ก็ทำให้เชื้อเหล่านี้เข้าไปทำลายง่ายขึ้น กรมประมงได้คุยกับเกษตรกรแล้ว ภาครัฐก็ออกไปเตือนเรื่องสภาพแวดล้อมอยู่เป็นประจำ เพราะปัญหาสภาพแวดล้อมนั้นควบคุมยาก หน่วยงานต่างๆก็ถ่ายทอดความรู้เบื้องต้นด้านการเลี้ยงปลาในกระชังอยู่แล้วเช่น ช่วงที่น้ำไหลดีๆก็เลี้ยงปกติ ส่วนช่วงนี้ให้เลี้ยงโดยไม่หนาแน่น ปล่อยให้น้ำไหลตลอด กระชังต้องสะอาด ต้องตรวจวัดคุณภาพน้ำ ซึ่งเกษตรกรก็ทำอยู่ แต่ก็ยังพบปลาตายทุกปี เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดให้พยายามหลีกเลี่ยงไม่เลี้ยงในช่วงนี้ แต่เกษตรกรบอกว่ายังไงก็ต้องเลี้ยง เพราะต้องการเลี้ยงให้ต่อเนื่อง ต้องการจับปลาขายตลอดได้ตลอด สำหรับเรื่องปลาตายในปีนี้ต้องรอผลการวิจัยก่อนว่าสาเหตุที่แท้จริงของการตายนั้นเกิดจากอะไร
ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น หน่วยงานต่างๆได้ให้ความสำคัญและพยายามหาสาเหตุเพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างไร ยุทธศาสตร์ก็ต้องดำเนินกันไปตามแผน ซึ่งท่านรองฯได้สรุปด้านการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตปลานิลไว้ว่า
เรามีโอกาสในการเพิ่มศักยภาพได้ เพราะเรามีจุดแข็งคือเลี้ยงแล้วมีอัตราการเจริญเติบโตสูง เลี้ยงง่าย ลูกพันธุ์ที่เราใช้เลี้ยงจะมีความสมบูรณ์อยู่แล้วคือจิตรลดา 3 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ปรับปรุงมาเลี้ยงเพื่อการพาณิชย์โดยตรง แต่เราอยากเน้นการแก้ไขปัญหาที่จุดอ่อนของเรามากกว่า ซึ่งในตอนนี้เรามีปัญหาคือบางพื้นที่เลี้ยงแล้วยังมีกลิ่นโคลนอยู่ และราคาต้นทุนการผลิตก็ยังสูงอยู่ เกษตรกรเลี้ยงด้วยอาหารเม็ดที่มีราคาสูงมาก ส่วนปัญหาสารตกค้างของยาและสารเคมีก็ยังมีให้เห็นอยู่ และปัญหาอีกอย่างคือเราไม่สามารถรวบรวมผลผลิตได้ครั้งละมากๆให้เพียงพอต่อการแปรรูป ซึ่งตอนนี้ผลผลิตได้กระจัดกระจายกันอยู่ในแต่ละแหล่ง และปัญหาอีกอย่างที่ต้องแก้ไขคือระบบสหกรณ์ในบ้านเรายังไม่มีความเข้มแข็ง การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวเราก็ยังไม่ดีเท่าไหร่ แต่โอกาสเราก็มีมากเช่นกัน เพราะตลาดผู้บริโภคมีมหาศาล ทั้งยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง หรือออสเตรเลีย ซึ่งตลาดอเมริกาแต่เดิมจะบริโภคซีฟู้ด และอัตราการบริโภคปลานิลอยู่อันดับ 8 แต่ตอนนี้อยู่ที่อันดับ 2 แล้ว ซึ่งกรมประมงเองช่วยเต็มที่ในเรื่องการขยายกำลังการผลิต แต่เราก็เกรงว่าหากขยายมากๆแล้วดีมานด์กับซัพพลายส์ไม่สัมพันธ์กันก็จะเกิดปัญหาตามมา แต่ถึงอย่างไรตอนนี้ตลาดในประเทศมีความต้องการสูง ซึ่งกำลังการผลิตสามารถขยายได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว ส่วนภาคการส่งออกเราก็มีคู่แข่งเช่นจีน หรือไต้หวัน ส่วนไทยเลี้ยงเป็นอันดับ 4 ของเอเชีย ตอนนี้เรามาจับปลานิลชัดเจนแล้ว เพราะฉะนั้นพันธกิจของเราคือการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงที่เหมาะสม พัฒนาด้านการตลาด พัฒนาผลผลิตให้ได้มาตรฐานการส่งออก เราต้องการให้ฟาร์มที่เลี้ยงมีมาตรฐานจีเอพี ที่สำคัญคือเราต้องการสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มเกษตรกร เราต้องการให้เกษตรกรมารวมกลุ่มกัน นอกจากนั้นเราต้องการให้ภาครัฐเป็นตัวกลางระหว่างเกษตรกรกับผู้แปรรูป
ยุทธศาสตร์ที่กรมประมงกำหนดออกมานั้น เมื่อมองดูเห็นโครงสร้างแล้วเห็นชัดเจน เพียงแต่ต้องรอดูต่อไปว่าจะดำเนินการได้โดยราบลื่นหรือไม่ ซึ่งในปัจจุบันกรมประมงได้เข้ามาจับเรื่องศักยภาพปลานิลอย่างเต็มตัวแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นนิมิตรหมายอันดีที่กรมประมงให้ความสำคัญกับวงการปลานิลเพิ่มมากขึ้น ก็หวังว่า คณะกรรมการบริหารสินค้าปลานิลและผลิตภัณฑ์ จะช่วยส่งเสริมทำให้ภาคการส่งออกปลานิลของไทยไต่ขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆของโลกได้ในอนาคต
 
|
|