| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ::ไทย โอเชี่ยน รุกตลาดปลาทูน่า ทุ่ม 800 ล้าน ขยายโรงงานแปรรูปปลาดิบ |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 17/07/2008-19:54 GMT+7  
ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นครัวของโลกอย่างแท้จริง ธุรกิจอาหารที่ผลิตในไทยสามารถส่งออกไปขายได้ทั่วโลกทั้งอาหารแช่แข็งและอาหารสำเร็จรูป แน่นอนว่าหนึ่งในความสำเร็จของไทยคือการส่งออกสัตว์น้ำอย่างเช่นกุ้ง ซึ่งในอดีตไทยเคยเป็นผู้ส่งออกกุ้งกุลาดำอันดับหนึ่งของโลก และแม้จะเปลี่ยนจากกุ้งกุลาดำเป็นกุ้งขาวแวนาไมไทยก็ยังเป็นผู้ส่งออกอันดับต้น ๆ ของโลก ทว่าในปัจจุบันทั้งภาคการเลี้ยงและการส่งออกต่างมีปัญหา จนทำให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องต้องหันหน้าเข้าหากันและพยายามหาทางแก้ปัญหาให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยอยู่ได้และเป็นผู้นำด้านการส่งออกต่อไป
อย่างไรก็ตามไม่ได้มีแต่กุ้งที่ไทยเป็นผู้ส่งออกที่สำคัญ เพราะล่าสุดจากการให้ข้อมูลของบริษัท ไทย โอเชี่ยน เวนเจอร์ จำกัด ทราบว่าบริษัทแห่งนี้เป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาทูน่าเป็นอันสามของโลกและกำลังขยายกำลังการผลิตอีกเท่าตัวซึ่งในอนาคตอันใกล้อาจจะขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกอันดับสองของโลก และนอกจากแปรรูปปลาทูน่าโดยเน้นเป็นปลารับประทานดิบแล้ว ยังมีปลาชนิดอื่นที่สามารถทำได้อีกเช่น ปลาช่อนทะเล ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรไทย เพราะโรงงานแปรรูปปลาเหล่านี้ยังสามารถแปรรูปปลาชนิดอื่นได้อีกโดยเฉพาะปลาที่ได้จากการเพาะเลี้ยงและเป็นปลาที่เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ
คุณกัญญา ยู (managing director) กล่าวว่าทางบริษัทจดทะเบียนครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2539 ตั้งอยู่ที่ 64/213 หมู่ 7 ถนนอนุภาษภูเก็ตการ ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต โทรศัพท์ 076-252-2582-5 เดิมทีทำปลาทูน่าส่งไปขายประเทศญี่ปุ่นแต่ช่วงแรกไม่มีโรงงานแปรรูป จนกระทั่งมองว่า ธุรกิจมีอนาคตและธุรกิจก็ดำเนินไปได้ด้วยดี จึงตัดสินใจตั้งโรงงานเล็ก ๆ ขนาด 500 ตารางเมตรขึ้นเป็นการขยายตัวครั้งแรกในปี 2539 แต่สถานการณ์ปลาทูน่าในส่วนของวัตถุดิบไม่ดีนักเพราะปลาทูน่าในเมืองไทยไม่มีความแน่นอนในเรื่องของวัตถุดิบเพราะประเทศไทยอย่างภูเก็ตไม่ใช่ท่าเรือขนาดใหญ่ดังนั้นเรือปลาทูน่าที่มีขนาดใหญ่จึงเข้ามาเทียบท่าไม่ได้มีเพียงเรือขนาดกลางและขนาดเล็กเท่านั้น ซึ่งจะเข้ามาเป็นฤดูกาลหากจะทำการผลิตอย่างต่อเนื่องต้องมีการสต็อกสินค้า และโรงงานในช่วงแรกไม่มีที่สต็อกและยังไม่มีมาตรฐานกรมประมงเองยังไม่กล้ารับรองแต่ทางบริษัทได้ทำการปรับปรุงจนได้มาตรฐานและในที่สุดก็ได้รับการรับรองจากกรมประมง แม้ว่าบริษัทเองจะปรับปรุงได้ยากเพราะสถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยกู้เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง โรงงานจึงมีแค่ 500 ตารางเมตร และเริ่มดีขึ้นในช่วงปี 2546 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันเรามีพื้นที่ประมาณ 10,000 ตารางเมตร คุณกัญญา กล่าวต่อว่า
คุณยู เปาชู ประธานบริษัทเป็นชาวไต้หวันซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท มีประสบการณ์ในธุรกิจปลาทูน่ามานานและมาอยู่ประเทศไทยปัจจุบันย่างเข้าสู่ปีที่ 17 และได้สัญชาติไทยแล้ว ส่วนคุณกัญญา ยู เป็นคนปราณบุรีจังหวัดประจวบ มาอยู่ที่ภูเก็ตได้ประมาณ 20 ปี ซึ่งได้ดำเนินธุรกิจทางด้านปลาทูน่ามาตลอดเช่นกัน
ธุรกิจหลัก ๆ ของเราคือปลาทูน่าแช่แข็ง เยลโล่ฟิล 20 กิโลกรัมขึ้นไป ปีหนึ่งเราใช้ปลาทูน่าประมาณ 6,500 ตัน และมีอย่างอื่นเช่นปลาช่อนทะเลอีกประมาณ 1,000 ตันรวมแล้วมีการแปลรูปปลา 7,000 ตัน/ปี วัตถุดิบปลาทูน่าที่ใช้ส่วนใหญ่ 80 % เป็นนำเข้าแบบแช่แข็งจากต่างประเทศแช่แข็งที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นปลาคุณภาพสูงผ่านการแยกเกรดแล้ว ส่วนปลาทูน่าสดที่มีสัดส่วน 20 % ซึ่งหาซื้อได้ที่ท่าเรือน้ำลึกจังหวัดภูเก็ตซึ่งจะมีเรือเข้าเทียบท่าเป็นฤดูกาล
ตลาดของเราที่ใหญ่ที่สุดคืออเมริกา ประมาณ 65 % เราเป็นอันดับสามของโลก และสินค้าบางอย่างเราเป็นอันดับสองของโลกและทั้งสองประเทศที่เราเป็นรองอยู่ก็คือ เวียดนามและอินโดนีเซียซึ่งล้วนอยู่ในภูมิภาคเดียวกับเรา ตอนนี้เราส่งไปอเมริกา 10 ตู้คอนเทนเนอร์/เดือน เป็นตู้ขนาด 40 ฟุต ส่วนตลาดที่รองลงมาคือ ยุโรป และรัสเซีย ซึ่งปริมาณความต้องการกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ตลาดภายในประเทศยังขยายตัวเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะร้านจำหน่ายที่เป็นเฟรสมาร์ท หรือมินิมาร์ทขนาดใหญ่จึงคาดว่าตลาดในกลุ่มนี้จะโตขึ้นอีกประมาณ 40 %
แต่สินค้าที่ขายในประเทศแตกต่างจากสินค้าที่ส่งออกในเรื่องของการแปรรูป แต่ในเรื่องของ คุณภาพเป็นเกรดเดียวกันเพราะสินค้าที่นำออกขายเป็นเกรดที่สามารถทำเป็นปลาดิบได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องมีคุณภาพสูง ส่วนที่รับประทานเป็นปลาดิบไม่ได้จะไม่นำออกขาย เพราะทางบริษัทเน้นมากในเรื่องของคุณภาพและชื่อเสียง เป็นผลให้ลูกค้าเป็นรายเดิมตลอดมาและเพิ่มปริมาณการสั่งซื้อมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผู้บริโภคมีความมั่นใจโดยเฉพาะตลาดต่างประเทศซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 85 % อีก 15 % เป็นตลาดในประเทศ สาเหตุหนึ่งที่ตลาดทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยต้องการสินค้าของบริษัทเพราะเรามีใบรับรองมาตรฐานของกรมประมงและมีมาตรฐานระดับโลกจึงสามารถส่งออกได้ทั่วโลก
พื้นที่การดำเนินงานในปัจจุบันมี 10,789 ตารางเมตร เฉพาะส่วนของโรงงานมีประมาณ 5,400 ตารางเมตร ลายผลิต 3,985 ตารางเมตร ส่วนวิศวะกรรมประมาณ 178 ตารางเมตร พนักงานในปัจจุบันมี 350 คน แรงงานทั้งหมดเป็นคนไทยไม่มีแรงงานต่างด้าว เวลาทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ยอดการผลิตประมาณ 10-12 ตัน/วัน ปัญหาการผลิตของเราคือปลาทูน่าเป็นปลาที่โดนน้ำแข็งไม่ได้และต้องอยู่ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส และโรงงานของเรามีแอร์บรัสเก็บวัตถุดิบ และมีแอร์บรัสอุณหภูมิต่ำกว่า -60 องศาเซลเซียส และเราไม่ได้ใช้ไนโตรเจนเพราะมีราคาแพงคือกิโลกรัมละประมาณ 11 บาท แต่ใช้แอร์บรัส 75 สตางค์ เท่านั้นซึ่งสามารถลดต้นทุนได้อย่างมาก ซึ่งระบบนี้เป็นระบบของไต้หวันที่ดีมากนอกจากสามารถลดต้นทุนได้มากแล้วยังมีความทนทานซึ่งใช้มาแล้ว 5 ปียังไม่มีปัญหาและยังไม่ต้องซ่อมทำให้ผู้ประกอบการห้องเย็นในไทยสนใจเทคโนโลยีตัวนี้อย่างมากเพราะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย ทางบริษัทเองก็ไม่ได้ปิดบังเปิดโอกาสให้กับผู้ที่สนใจดูได้หากสนใจ
ทางด้านระบบบำบัดน้ำเสียซึ่งมีความสำคัญมากในปัจจุบัน อีกอย่างโรงงานตั้งอยู่ใกล้ทะเล จึงไม่มีการปล่อยน้ำเสียออกสู่สิ่งแวดล้อมจึงใช้ระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพสูง จนน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เช่นรดน้ำต้นไม้หรือล้างอุปกรณ์บางอย่างในโรงงาน หรือสามารถปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมได้โดยไม่ส่งผลร้ายได ๆ ซึ่งระบบนี้น่าจะเป็นระบบที่มีใช้เพียงแห่งเดียวในภาคใต้เพราะการติดตั้งระบบดังกล่าวต้องใช้ทุนสูงมากและค่าใช้จ่ายในการใช้น้ำอยู่ที่ประมาณ 5-6 บาท/ลูกบาทเมตร
ทางด้านความร่วมมือตอนนี้เราจับมือกับองค์การสะพานปลาจังหวัดภูเก็ตผลักดันให้มีการขุดร่องน้ำใหม่ที่ความลึกมากขึ้นให้เรือขนาดใหญ่ประมาณ 1,000 ตัน เข้าเทียบท่าเพื่อรองรับเรือปลาทูน่าโดยเฉพาะจะทำให้ปริมาณปลามากขึ้น ทั้งนี้จังหวัดภูเก็ตตั้งอยู่ในทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย และอยู่ไม่ไกลจากแหล่งทำการประมงปลาทูน่า ท่าเทียบเรือประมงภูเก็ตจึงต้องมีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางการขนถ่ายปลาทูน่าและสัตว์น้ำอื่น ๆ โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบถ้วน ประกอบด้วย ท่าเทียบเรือประมงสำหรับเรือต่างประเทศความยาว 300 เมตร ห้องเย็นขนาดความจุ 600 ตัน โรงงานแปรรูปทูน่า และการขนส่งทั้งทางรถยนต์และทางเครื่องบินจากสนามบินนานาชาติภูเก็ตไปยังตลาดส่งออกที่สำคัญของโลก อีกความร่วมมือหนึ่งคือจับมือกับกรมประมงในการเป็นผู้แปรรูปปลาช่อนทะเลซึ่งทางกรมประมงได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรฝั่งอันดามันเลี้ยง นอกจากนี้ยังมีปลากะพงขาวจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการให้ทางบริษัทช่วยรับซื้ออีกจำนวนหนึ่ง เพราะพ่อค้าจากที่อื่นไม่กล้าเข้าไปรับซื้อ
ด้วยภาวการณ์ตลาดปลาทูน่าที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทำให้บริษัทจำเป็นต้องขยายกิจการสวนทางเศรษฐกิจโลกโดยจะคงสถานะบริษัทเดิมไว้ที่ยอดขายประมาณ 700 ล้านบาท/ปี และเริ่มลงเสาเข็มที่ใหม่คืออมตะนคร ซึ่งมีความสามารถในการผลิตมากกว่าเดิมและสามารถลดต้นทุนการผลิตได้โดยเป็นโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 800 ล้านบาท นับว่าเป็นก้าวที่สำคัญของบริษัท
จะเห็นได้ว่าธุรกิจอาหารทะเลของไทยยังได้รับความไว้วางใจจากตลาดต่างประเทศ เพียงแต่ต้องมีการปรับช่องทางการตลาดและเน้นความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ซึ่งไทยได้เปรียบคู่แข่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้วในเรื่องของมาตรฐานการแปรรูป ดังนั้นในเมื่อขายเป็นสินค้าแช่แข็งไม่ได้ก็ต้องปรับเป็นสินค้าแปรรูปแทน นอกจากนี้จากข้อมูลที่กล่าวมาปลาชนิดอื่นที่เป็นปลาจากการเพาะเลี้ยงของไทยเช่นปลาช่อนทะเล ปลากะพงขาว ปลานิลแดง หรือที่เรียกกันว่า ปลาเนื้อขาวยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ ปัญหาที่มีอยู่คือต้นทุนการเลี้ยงของเกษตรกรที่สูงเกินกว่าที่จะขายให้กับผู้ส่งออกได้ รวมทั้งความไม่แน่นอนในเรื่องของปริมาณซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ส่งออกต้องการหากสามารถวางระบบให้มีปริมาณที่แน่นอน และมีต้นทุนการเลี้ยงที่สามารถส่งออกได้ แข่งขันกับคู่แข่งได้ ตลาดส่งออกไปได้อย่างแน่นอน
 
|
|