โปรใหม่ไฉไลกว่าเดิม
เพิ่มเนื้อที่ ไม่มีโฆษณารบกวน และเริ่มต้นเพียง 500 บาท/ปี เท่านั้น
 Home    สมัครสมาชิก    แก้ไขข้อมูลส่วนตัว    คำถามที่พบบ่อย    Update  
 แก้ไขลักษณะหน้าจอ    ข้อความส่วนตัว    สมาชิกในบอร์ด  
 VIP Hosting    My Board    File2Go    My Game    Unitopic    Free Domain  
 

เว็บบอร์ดข่าววงการกุ้ง www.SiamMarine.com Index : เข้าชมข่าวทั้งหมด (หรือRefresh หน้าจอ) คลิ๊กที่นี่ : นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ ::จีเอสอาร์ โคน่า วานาไมเวอร์ชั่นใหม่ รอดสูง ต้านโรค โตเร็ว
 
ไปสู่หน้าหลักของ เว็บบอร์ด   ค้นหา ชื่อ : ผู้เยี่ยมชม. เข้าสู่ระบบ.
  
สรุปข่าวเด่น
ผู้ที่โพสต์ นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ ::จีเอสอาร์ โคน่า วานาไมเวอร์ชั่นใหม่ รอดสูง ต้านโรค โตเร็ว  
web
 

โพสต์: 418
โพสต์เมื่อ: 05/03/2008-13:01 GMT+7  

เอื้อเฟื้อบทความโดย นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ ฉบับเดือน มีนาคม 2551
สนใจลงโฆษณา หรือประสงค์จะนำเสนอบทความ ติดต่อได้ที่
คุณทิพวรรณ์ ซื่อสัตย์กุล
โทร. 02-912-1592, 081-441-5710
ค.ถอดรหัสธุรกิจสัตว์น้ำ โดย...กระเบนธง
ย้อนอดีตไปเมื่อประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา ช่วงเวลานั้นพวกเราในวงการกุ้งทราบกันดีว่าเป็นระยะเวลารอยต่อของการเปลี่ยนอุตสาหกรรมกุ้งไทยครั้งสำคัญ กล่าวคือ กุ้งที่มีการเลี้ยงกัน จากกุ้งกุลาดำได้ถูกแทนที่ด้วยกุ้งนำเข้าจากอเมริกา นั่นคือ “วานาไม” โดยต้นเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงมาจากปัญหาด้านการเลี้ยง ผลที่พบกันแทบทุกพื้นที่ คือ ลงกุ้งไปแล้ว ถ้าไม่ตาย ก็เลี้ยงให้โตยาก และแน่นอนว่าเมื่อวิเคราะห์เจาะลึกในรายละเอียดแล้ว เหตุแห่งปัญหาประการหนึ่งคือ เรื่องของสายพันธุ์กุ้ง ที่ตกเป็นจำเลย และประจวบเหมาะกับการเข้ามาของกุ้งขาววานาไม จึงเท่ากับเป็นการต่อลมหายใจให้กับผู้เลี้ยงกุ้งไทยนับจากนั้นเป็นต้นมา เพราะเมื่อดูข้อมูลจากพื้นที่การเลี้ยงมวลรวมทั้งประเทศ ณ วันนี้ เกือบ 100% เป็นกุ้งขาววานาไม
ส่วนกุ้งกุลาดำแม้ว่ายังมีการเลี้ยงกุ้งอยู่บ้าง แต่กับผลผลิตในแต่ละปีที่มีอยู่ประมาณ 2-3% จึงกล่าวได้ว่า สถานภาพของกุ้งกุลาดำ ณ วันนี้คือตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น และแม้ว่าในปีนี้หลายๆ องค์กรจะพยายามผลักดันให้กุ้งกุลาดำกลับมาอีกครั้ง แต่ต้องรับว่าเป็นเรื่องยากเมื่อดูจากองค์ประกอบโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตลาด ต้นทุนการเลี้ยง และที่สำคัญ คือ เรื่องของสายพันธุ์ ยิ่งเมื่อเทียบกับ กุ้งขาววนาไมด้วยแล้วจะเห็นความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
สำหรับเรื่องของสายพันธุ์นั้น กล่าวได้ว่าเป็นจุดแข็งข้อหนึ่งที่ทำให้ กุ้งขาววานไมกลายเป็นกุ้งตัวหลักที่มีการเพาะและเลี้ยงกันในเชิงอุตสาหกรรมทั้งในประเทศไทยและอีกหลายๆ ประเทศที่มีการเลี้ยงกุ้ง เมื่อ หน่วยงานของอเมริกาที่มีนามที่รู้จักกันในนามว่า O.I ซึ่งมีบทบาทที่น่าจะใกล้เคียงกับกรมประมงของไทย ได้ทำการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนา ทำให้กุ้งป่ากลายเป็นกุ้งบ้าน ซึ่งสามารถกำหนดผลการเลี้ยงได้อย่างใกล้เคียงกับความเป็นจริง และกุ้งบ้านที่ได้มานั้นได้รับการต่อยอดจากบริษัทเอกชนในอเมริกา ในการนำสายพันธุ์กุ้งที่ได้มา กระจายไปสู่การผลิตลูกกุ้งเพื่อป้อนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย
โดยหลังจากที่กุ้งขาววานาไมเข้ามาและได้รับความนิยมจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งชาวไทยแล้ว ในช่วงต้นได้มีบรรดาโรงเพาะฟักจากประเทศไทยหลายๆ รายด้วยกันได้ไปติดต่อขอซื้อพ่อแม่พันธุ์เพื่อนำมาผลิตลูกกุ้งป้อนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งชาวไทย ต่อมาระบบการเสาะแสวงหาพันธุ์กุ้งได้มีการพัฒนาสู่ ระบบพันธมิตร กล่าวคือ มีการจับมือกันระหว่างผู้ประกอบการผลิตพันธุ์กุ้ง บ้างก็เป็นโรงเพาะฟัก บ้างก็เป็นบริษัทดำเนินบทบาทเป็นผู้ค้าปัจจัยหรือบริษัทผู้ผลิตอาหารกับบริษัทเอกชนของอเมริกาที่รับช่วงต่อจาก O.I ในการนำพันธุ์กุ้งขาววานาไม มาผลิตเป็นพ่อแม่พันธุ์ส่งให้กับประเทศต่างๆ ที่มีการเลี้ยงกุ้งขาววานาไม และเช่นเดียวกันบริษัทเหล่านี้ก็ได้มีการพัฒนาระบบการทำตลาดพ่อแม่พันธุ์ โดยมีการเข้าไปตั้งฐานการผลิต เปิดบริษัทในประเทศที่มีการเลี้ยงกุ้งขาววานาไมเพื่อผลิตลูกกุ้งป้อนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง
กับระบบที่มีการพัฒนาขึ้น กล่าวกันว่า ก่อให้เกิดผลดีกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เพราะทำให้เกิดการแข่งขัน ซึ่งเมื่อเกิดการแข่งขันกันแล้ว หัวใจที่จะเป็นผู้นำในตลาด เป็นทางเลือกที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งยอมรับ คือ คุณภาพของพันธุ์กุ้ง อย่างในประเทศไทย จะมีข้อมูลและข่าวสารความเคลื่อนไหวออกมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการพัฒนาพันธุ์กุ้ง ทั้งมีการพัฒนาในประเทศไทยและการเก็บข้อมูลจากสภาพการเลี้ยงเพื่อนำกลับไปพัฒนาในอเมริกา บทสรุปหรือผลลัพธ์ที่ตามมา คือ สายพันธุ์กุ้งขาววานาไมจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคหรือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยคุณสมบัติที่ตลาดต้องการ ณ วันนี้ที่ชัดเจนที่สุดมี 3 ประการด้วยกัน คือ เลี้ยงง่ายหรือต้านทานโรค โตเร็ว และอัตรารอดดี
โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมา ณ โรงแรวนิภาการ์เด้น จ.สุราษฎร์ธานี ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองในภาคของธุรกิจลูกกุ้ง คือการประกาศตัวระหว่างคุณาแลป ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของอินเทคกรุ๊ป กับ โคน่าเบย์ บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายพ่อแม่พันธุ์จากอเมริกา ได้ตกลงเป็นพันธมิตรกันในการลุยธุรกิจพันธุ์กุ้ง โดยมี จีเอสอาร์ โคน่า กุ้งขาว วานาไมเวอร์ชั่นใหม่ เป็นสินค้าที่จะนำมาเสนอให้เป็นทางเลือกกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งชาวไทย
สำหรับ จีเอสอาร์ โคน่า ทาง มิสเตอร์ออสก้า เฮนนิ่ง ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาสายพันธุ์ โคน่าเบย์ ให้ข้อมูลถึงที่มาที่ไปว่า อย่างที่ทราบกันดีว่า โคน่าเบย์ คือ บริษัทที่ทำการผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาววานาไมส่งต่อให้กับผู้ประกอบการธุรกิจเพาะลูกกุ้ง ซึ่งที่ผ่านมานั้น การได้มาซึ่งพ่อแม่พันธุ์ ทางโคน่าเบย์ได้มาจาก O.I. แต่ในส่วนของบริษัทเราเองก็ได้ทำการพัฒนาสายพันธุ์ควบคู่กันไปด้วยเพื่อให้เกิดผลการเลี้ยงที่ดีที่สุดกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง หรือเป็นสายพันธุ์ที่ตรงตามความต้องการของเกษตรกรผู้เลี้ยงมากที่สุด
ในส่วนของ จีเอสอาร์ โคน่า นั้นเป็นสายพันธุ์ล่าสุดที่โคน่าเบย์ได้ใช้ระยะเวลามานานพอสมควรในการคัดและดึงจุดเด่นของแต่สายพันธุ์ที่นำมาใช้ในการพัฒนา โดยมีทั้งหมด 7 สายพันธุ์ด้วยกัน ได้แก่ นำมาจาก O.I. 3 สายพันธุ์ จากแหล่งอื่น 3 สายพันธุ์ และทำการพัฒนาขึ้นมาเอง 1 สายพันธุ์ โดยทำร่วมกับโอไอ
โดยคุณสมบัติของ จีเอสอาร์ โคน่า ที่ชัดเจนมี 3 ประการด้วยกัน ได้แก่ ลูกกุ้งมีอัตรารอดสูง ต้านทานโรค และ การเจริญเติบโตที่เร็วขึ้น ซึ่งทั้ง 3 ประการนี้คิดว่าน่าจะตรงตามความต้องการของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งชาวไทย
และกับการที่เข้ามาตั้งธงรบในประเทศไทยรวมทั้งได้เลือกคุณาแลปป็นพันธมิตรในการลุยธุรกิจลูกกุ้งนั้น มิสเตอร์ออสก้าให้เหตุผลว่า จากที่ได้เดินทางไปดูมาหลายๆ ประเทศด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น จีน เวียดนาม อินเดีย อินโด ฯลฯ ประเทศไทยมีหลายๆ อย่างที่ล้ำหน้ากว่าคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีในการเพาะเลี้ยง ที่จะมีการคิดค้นออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการทำกุ้งไซส์ใหญ่ การเลี้ยงด้วยระบบพาเชี่ยล รวมไปถึงความแตกต่างกันในตัวของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทยกับเกษตรกรผู้เลี้ยงประเทศอื่นๆ ในส่วนของความสามารถในการเลี้ยงและกระหายในการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดเวลา เลยเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยเพราะมีความมั่นใจศักยภาพของอุตสาหกรรมกุ้งไทยที่เหนือกว่าประเทศอื่นๆ
ส่วนเหตุผลที่เป็นคุณาแลปนั้น ในเมืองไทยนั้นมีบริษัทใหญ่ที่ทำธุรกิจพันธุ์กุ้งอยู่แล้ว การที่จะเข้ามาทำธุรกิจที่เหมือนกันซึ่งต้องแข่งขันกันนั้นต้องจับมือกับบริษัทที่มีศักยภาพในการแข่งขันหรือต่อสู้กับเจ้าของตลาดเดิม โดยหลังจากที่ศึกษาข้อมูลมาระยะหนึ่ง คำตอบที่ได้ คือ คุณาแลป ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ อินเทคกรุ๊ป เป็นกลุ่มบริษัทที่ทางโคน่าเบย์ มองว่าอยู่ในระดับแนวหน้าในอุตสาหกรรมกุ้งไทย และพร้อมกันนี้เราก็มั่นใจในคุณภาพของสายพันธุ์ที่เราพัฒนามาว่าไม่เป็นรองใครแน่นอน
ทางฝั่งผู้บริหารของคุณาแลป น.สพ.วิชัย ลาภจตุพร เผยรายละเอียดถึงที่มาที่ไปในการจับมือกับโคน่าเบย์ รวมไปถึงเป้าหมายของคุณาแลปในธุรกิจลูกกุ้งว่า
จริงๆ แล้วที่ผ่านมานั้นทางเราได้ติดตามบริษัทที่รับพันธุ์กุ้งจาก O.I โดยทั้งหมดจะมีอยู่ 6 บริษัทด้วยกัน และทั้ง 6 บริษัทนั้นแบ่งตามโครงสร้างการดำเนินงานแล้วจะมี 2 ส่วนด้วยกัน คือ
1.กลุ่มที่รับพันธุ์กุ้งมาแล้วผลิตพ่อแม่พันธุ์จำหน่าย
2. กลุ่มที่ได้พันธุ์กุ้งมาแล้วผลิตพ่อแม่พันธุ์จำหน่ายพร้อมๆ กับทำการพัฒนาสายพันธุ์
สำหรับบริษัทโคน่าเบย์เดิมทีการดำเนินธุรกิจพันธุ์กุ้ง อยู่ในกลุ่มแรก คือรับพันธุ์กุ้งมาแล้วผลิตพ่อแม่พันธุ์ขาย แต่เมื่อ 3 ปี ที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการดำเนินธุรกิจ นั่นคือ ทำการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ด้วย ซึ่งถ้ามองภาพการทำงานของโคน่าเบย์ จะพบว่า มีกระบวนการพัฒนาในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เดินตามหลังบริษัทอื่น แต่ ณ วันนี้หมอมองว่าเขาค่อยๆ ก้าวขึ้นมาจนอยู่ในระดับแนวหน้าแล้ว เพราะหลังจากที่ได้ไปดูฟาร์มมา หมอมองว่าในระยะ 3 ปีที่ผ่านมาโคน่าเบย์มีพัฒนาการที่ดีสุดในบรรดา 6 บริษัทที่นำสายพันธุ์จาก O.I ไปผลิตพ่อแม่พันธุ์
โดยเฉพาะการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์นั้นมีการทำมาอย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่ได้มา ณ วันนี้ คือ จีเอสอาร์ ทอร่า ซึ่งเป็นสายพันธุ์วานาไมที่น่าจะสอดรับกับสถานการณ์หรือความต้องการของผู้เลี้ยงกุ้ง ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นในเรื่องของ อัตราการเจริญเติบโตที่เร็วกว่าเดิม อัตรารอดที่สูงขึ้น และสามารถต้านทานทอร่าได้ดี ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่คุณสมบัติที่กล่าวขึ้นมาลอยๆ เพราะการวิจัยของโคน่าเบย์จะทำร่วมกับ O.I และสถาบันการศึกษา ที่มีการเก็บบันทึกข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรม
“หมอคงพูดไม่ได้ว่า จีเอสอาร์ ทอร่า คือสายพันธุ์วานาไมที่ดีที่สุด เพียงแต่จากข้อมูลที่ไปดูมาพูดได้ว่า เป็นสายพันธุ์ที่ดีกว่าสายพันธุ์เดิมที่ O.I เคยทำมา และการที่หมอทำตรงนี้อย่างจริงจังก็เพื่อเสนอทางเลือกให้กับผู้เลี้ยงกุ้ง เพราะเมื่อเกิดการแข่งขันหมอเชื่อว่า ต้องเกิดกระบวนการพัฒนา สุดท้ายผลประโยชน์ก็จะไปตกกับผู้เลี้ยงกุ้ง เพราะมีลูกกุ้งให้เลือก ส่วนจะเลือกของใคร คุณภาพหรือผลที่ได้จากการเลี้ยงจะเป็นคำตอบ”
และถ้ามองลงลึกไปยังตัวบุคลากรโคน่าเบย์ยิ่งมีความน่าสนใจมากขึ้น ด้วยเพราะบุคลากรคนสำคัญ อย่าง ออสก้า หรือก่อนหน้านั่น คือ จิม ไวแบรนด์ เป็นบุคคลที่เคยทำงานอยู่ใน O.I. มาก่อน โดยบทบาทที่ทำ คือการพัฒนาสายพันธุ์ โดยเฉพาะออสก้านั้นจะทำงานในสายปฎิบัติการมาถึง 6 ปี ดังนั้นในเรื่องฝีมือและประสบการณ์นั้นคงไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นอย่างไร จากภาพรวมทั้งหมดคือเหตุผลที่คุณาแลปเลือกโคน่าเบย์เป็นพันธมิตร
ส่วนรูปแบบของการประสานงานกันนั้น ในปีแรกจะเน้นไปในส่วนของการสร้างภาพลักษณ์ สร้างแบรนด์ จีเอสอาร์ โคน่า ให้เป็นที่รู้จักในวงการผู้เลี้ยงกุ้งไทย โดยทางโคน่าเบย์จะส่งพ่อแม่พันธุ์มาให้คุณาแลป ซึ่งมีการนำเข้ามาแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมาจำนวน 1,500 ตัว โดยเป้าหมายการผลิตจะอยู่ประมาณ 120-150 ล้านตัว แบ่งเป็น คุณาแลปภูเก็ต ประมาณ 50 ล้านตัว , คุณาแลปสทิงพระ 50-60 ล้านตัว และคุณาแลปฉะเชิงเทราประมาณ 30 ล้านตัว
นอกจากการรับพ่อแม่พันธุ์มาทำการผลิตกุ้งพีป้อนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งแล้ว ในอีกบทบาทหนึ่ง ทางเราจะทำหน้าที่เสมือนตัวแทนจำหน่ายให้กับโคน่าเบย์ แต่ในกรณีนี้ไม่ได้เป็นข้อผูกมัดว่า โรงเพาะฟักใดจะสั่งซื้อพ่อแม่พันธุ์โคน่าเบย์จะต้องซื้อผ่านคุณาแลปเท่านั้น ใครสนใจสามารถติดต่อเองก็ได้ หรือจะมาขอคำปรึกษา ขอข้อมูล ทางเราก็ไม่มีปัญหา เพียงแต่หากซื้อผ่านคุณาแลปเท่ากับว่า พันธุ์กุ้งที่ซื้อมานั้น มีคนการันตีอยู่ในเมืองไทย
ส่วนโครงการในอนาคตที่มีการพูดคุยกับผู้บริหารโคน่าเบย์หลังจากที่ได้ทำสัญญาร่วมกัน คือการทำศูนย์ผลิตพ่อแม่พันธุ์ในประเทศไทย เพื่อส่งให้กับบรรดาโรงเพาะฟักในภูมิภาคเอเชีย มาถึงตรงนี้มีเชื่อว่าหลายคนคงคิดว่า ทำไมไม่ทำการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ไปด้วยเลย ซึ่งในประเด็นนี้จริงแล้วเราก็คิดและเชื่อว่าหลายๆ ฟาร์มที่มีการพ่อแม่พันธุ์กุ้งเข้ามาจากอเมริกาก็คงคิดเช่นกัน แต่ในทางปฏิบัตินั้นเท่าที่ได้ติดตามข้อมูลมาพอสมควร มองว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะมีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์กุ้งขาววานาไมในประเทศไทย หรือแม้แต่การผลิตพ่อแม่พันธุ์ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนักเพราะในเมืองไทยเราสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย ถามว่ามีพื้นที่ตรงไหนบ้างของเมืองไทยเราที่อยู่ในสภาพปลอดเชื้อ
และถ้าดูที่ต้นทุนการเลี้ยงแยกส่วน ต่อการผลิตกุ้งเนื้อ 1 ตัน/ไร่ ต้นทุนค่าพ่อแม่พันธุ์กุ้งจะตกอยู่ที่ตัวละ 0.5 สตางค์เท่านั้นเอง ซึ่งไม่ต้นทุนที่น้อยมาก และแนวโน้มเชื่อว่าจะถูกลงกว่านี้อีกเพราะการแข่งขันในธุรกิจลูกกุ้งจะรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาลูกกุ้งถูกลง ดังนั้นกับต้นทุนแค่นี้มันคือคำตอบว่า เราจะควรจะมีการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ ซึ่งหมอเองมองว่าน่าจะมีคุณภาพมากกว่าพ่อแม่พันธุ์ที่ผลิตกันเองในประเทศไทย และเป็นคำตอบโดยมุมมองส่วนตัวของหมอว่าเรายังมีความจำเป็นต้องนำเข้าพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวเข้ามาจากอเมริกาและต้องเป็นการนำเข้าที่ถูกต้อง เพราะที่ผ่านมานั้น หลายคนคงน่าจะทราบข่าวว่ามีการลักลอบนำเข้ากุ้งจากทางใต้ โดยเป็นลูกกุ้งที่มาจากอเมริกาเหมือนกัน แต่ราคาจะถูกกว่า ซึ่งความจริงในเรื่องนี้เป็นอย่างไรหมอเองก็ไม่เคยเห็นกับตา แต่ทราบมาว่ามีความเป็นไปได้ โดยกุ้งจะมาพักที่สิงคโปร์ ก่อนเข้ามาเลเซียและไทย ซึ่งกุ้งกลุ่มนี้ถือว่ามีความเสี่ยงสูงมากเพราะเดินทางใช้เวลานาน แถมไม่มีการตรวจสอบโรค จึงมีโอกาสที่จะนำเชื้อเข้ามา
ประเด็นสุดท้ายในการสนทนากับ น.สพ.วิชัย เกี่ยวกับสภาวการณ์ที่บริษัทอาหารได้ลงมาลุยธุรกิจลูกพันธุ์เช่นนี้ ต้องมีผลกระทบกับโรงเพาะฟักรายย่อยซึ่งนับวันหายไปจากวงการหลายรายด้วยกัน
ทาง น.สพ.วิชัย ให้มุมมองว่า ถ้ามองการทำธุรกิจแล้วคิดว่าเงินคือปัจจัยหลักที่จะทำให้กลายเป็นผู้ชนะหรือครอบครองธุรกิจได้ทั้งหมด ณ วันนี้ในวงการอาหารกุ้ง ในวงการเคมีภัณฑ์ หรือในวงการธุรกิจอื่นๆ คงจะมีไม่กี่บริษัทที่ยังดำเนินงานในวงการ แต่ ณ วันนี้เราจะเห็นว่าในวงการอาหารกุ้ง วงการเคมีภัณฑ์ หรือแม้แต่ในวงการลูกกุ้ง ก็ยังมีบริษัท มีฟาร์ม ที่ยังดำเนินธุรกิจของตัวเองไปได้ เพียงแต่ส่วนแบ่งทางการตลาดจะลดหลั่นกันไปตามศักยภาพของผู้ประกอบการรายนั้นๆ และมันคือคำตอบว่า เงินหรือความใหญ่ของบริษัท คงไม่สามารถครอบครองตลาดได้ทั้งหมด เพียงแต่ผู้ที่มีศักยภาพมากกว่าในเบื้องต้นย่อมมีความได้เปรียบ
แต่ตัวตัดสินหรือชีวัดกันจริงๆ คือ คุณภาพ ซึ่ง ณ วันนี้มีความสำคัญมาก เพราะเงื่อนไขการเลี้ยงมีมากขึ้น อย่างที่เห็นกันอยู่ตอนนี้ คือเรื่องของต้นทุนการเลี้ยง ซึ่งลูกกุ้งก็ถือว่ามีส่วนที่จะทำให้ต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้นหรือต่ำลง ถ้าลูกกุ้งอัตรารอดดี โตเร็ว ต้านทานโรค ต้นทุนการเลี้ยงก็น่าจะต่ำกว่า กุ้งที่เลี้ยงแล้วโตช้า อัตรารอดต่ำและไม่ต้านทานโรค
ถ้าโดยสถานการณ์ก็มีความเป็นไปได้เพราะตอนนี้โรงเพาะฟักหลายรายด้วยกันที่หายไป แต่หลายรายซึ่งแม้ว่าจะเป็นรายเล็กก็ยังอยู่ได้ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วหมอมองว่าความเป็นมืออาชีพน่าจะมีผลมากกว่า และเป้าหมายที่หมอวางไว้ คือ 120-150 ล้าน ก็ไม่ใช่ตัวเลขที่มากมายที่จะไปส่งผลกระทบกับโรงเพาะฟักรายย่อย หมอทำตรงนี้ขอย้ำว่าเพื่อเป็นทางเลือก เพื่อให้เกิดการแข่งขัน เอาคุณภาพมาสู้กัน และต่อสู้กันในกติกา หมอขอกล่าวผ่านธุรกิจสัตว์น้ำไปเลยว่า คุณาแลปจะไม่เปิดสงครามกับโรงเพาะฟักด้วยการชกใต้เข็มขัดอย่างแน่นอน






  ชมข้อมูลของ web      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote


Reply Zone
เกี่ยวกับการโพสต์ สำหรับเจ้าของกระทู้และผู้ดูแลบอร์ด สามารถโพสต์
ชื่อ/อีเมล์:
ข้อความ:

แท็กพิเศษ:
ลักษณะอารมณ์:
All Smilies
การทำงานเสริม: ไม่ใช้งาน HTML ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน แท็กพิเศษ ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน ลักษณะอารมณ์ ในการโพสต์นี้
แสดงลายเซ็น
 
ห้ามใช้งานกระทู้นี้ ย้ายกระทุ้นี้ ลบกระทู้นี้ กระทู้ปักหมุด

© 2003-2010 BuildBoard. All rights reserved. Terms of Uses. Advertisement. Contact Us.
[coconut oil for hair]  [how to make hair grow faster]  [how to prevent hair loss