| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ::บทสรุปจากงานปลาน้ำจืดครั้งที่ 3 อุตสาหกรรมปลานิลรุ่ง |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 17/07/2008-19:57 GMT+7  
ผ่านพ้นไปอีกครั้งสำหรับบทบาทหนึ่งที่นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำได้ดำเนินการมาเป็นครั้งที่ 3 นั่นคือ การสัมมนา งานวันปลาน้ำจืด ซึ่งได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2551 ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีเจ้าภาพร่วมคือ ภาควิชาประมง คณะเกษตรกรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำหรับผู้ให้การสนับสนุนซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลให้งานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ได้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด , บริษัท เบทาโกร จำกัด , บริษัท อินเทคค์ฟีด จำกัด , บริษัท แหลมทองอะควอเทค จำกัด , บริษัท กรุงไทยอาหารสัตว์ จำกัด , บริษัท คาร์กิลล์ สยาม จำกัด , บริษัท โกรเบสต์ กรุ๊ป จำกัด , บริษัท อินเว(ประเทศไทย) จำกัด , บริษัท อควาเทค ไบโอรีเสิร์ช จำกัด , บริษัท มาริโอไบโอโปรดักส์ จำกัด , วิบูลย์ฟาร์ม กาฬสินธุ์ , ภูมิไทยฟาร์ม
สำหรับจุดเริ่มต้นของงานนั้น เป็นไปตามนโยบายการทำงานของพวกเราประการหนึ่งนั่นคือ สื่อต้องทำหน้าที่มากกว่าการนำเสนอข่าว ซึ่งจากการจัดงาน 2 ครั้งที่ผ่านมากับสิ่งที่ผู้เข้าร่วมงานได้รับ คือบทพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี และพวกเราทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำก็กล้าพูดว่า งานวันปลาน้ำจืด คือกิจกรรมหนึ่งที่ได้สร้างประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมปลาน้ำจืดของไทย โดยการจัดงานในครั้งนี้เนื้อหาหรือข้อมูลก็ยังอัดแน่นทั้งในส่วนอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียโอกาสสำหรับผู้ที่พลาดโอกาสเข้าร่วมงาน ธุรกิจสัตว์น้ำจึงได้นำข้อมูลโดยสรุปมานำเสนอ ซึ่งรายละเอียดมีดังต่อไปนี้
ข้อมูลจากประมงจังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงบทบาทของประมงจังหวัดต่อการส่งเสริมอาชีพการเพาะเลี้ยงปลาน้ำจืดและข้อเสนอแนะในธุรกิจการเลี้ยงปลาน้ำจืด
ผมเองในฐานะตัวแทนจากภาครัฐขอกล่าวถึงบทบาทของที่ได้ดำเนินการเกี่ยวกับการส่งเสริมอาชีพการทำการประมง ในเบื้องต้นขอกล่าวถึงภาพรวมของการทำการประมงของประเทศไทย เรามีผลผลิตจากการประมงประมาณ 4.1 ล้านตัน/ปี ทั้งนี้เมื่อมามองบทบาทของสัตว์น้ำจืด เรามีผลผลิตอยู่ประมาณ 17% โดยแบ่งเป็นผลผลิตที่มาจากการเพาะเลี้ยงประมาณ 13% มาจากการจับจากธรรมชาติประมาณ 4% สำหรับการบริโภคสินสัตว์น้ำของคนไทยโดยเฉลี่ยประมาณ 32-35 กิโลกรัม/ปี/คน แต่ถ้าดูเฉพาะภาคอีสานจะอยู่ประมาณ 15 กิโลกรัม/คน/ปี
สำหรับปัญหาหลักของการทำการประมง โดยเฉพาะการจับจากธรรมชาติ คือเรื่องของต้นทุนด้านน้ำมัน ส่งผลให้การจับสัตว์น้ำจากธรรมชาติ โดยเฉพาะในทะเลมีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด มาดูสถานการณ์ปัญหาประมงนอกน่านน้ำ ตอนนี้เราเจอภาวการณ์จับสัตว์น้ำในธรรมชาติที่ไม่สมดุลกับที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา ส่งผลให้ปริมาณสัตว์น้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง และเนื่องจากค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้แรงงานที่ประกอบอาชีพการประมงให้ไปประกอบอาชีพอื่นเพราะเห็นว่าอาชีพประมงเป็นอาชีพที่เสี่ยง เหตุที่ตามมาคือการใช้แรงงานต่างด้าวเพราะค่าแรงค่อนข้างถูก
จากที่กล่าวมาทั้งหมด การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดจะเริ่มเข้ามามีบทบาทที่สำคัญ แต่ปัญหาของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดไทย คือ ผู้ประกอบการยังเป็นรายย่อยและขาดการรวมตัวที่เหนียวแน่น ต่างคนต่างทำ ทำให้ขาดอำนาจต่อรองในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น การตลาด การซื้อวัตถุดิบ
จากที่กล่าวมาทั้งหมดผมจึงขอเสนอแนะในการทำธุรกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด
1.ในธุรกิจนี้จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญภาครัฐหรือองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องต้องแนะนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้กับผู้เลี้ยงหรือท้องถิ่นนั้น ย้ำว่าที่เหมาะสม ไม่ใช่ที่ดีที่สุด
2.มีความจำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพต่อหน่วยพื้นที่การผลิตให้สูงขึ้นหรือดีขึ้นและต้องทำอย่างยั่งยืน
3.ดูแลเรื่องของต้นทุนการผลิตให้ลดต่ำลงมา โดยเฉพาะเรื่องอาหารเม็ด เพราะเป็นต้นทุนหลักในการเลี้ยง เป็นต้นว่าการเปลี่ยนวัตถุดิบแต่คุณภาพอาหารเท่าเดิม หรือการเปลี่ยนอาหารเม็ดลอยเป็นเม็ดจมแต่เพิ่มการจัดการให้ปลากินอาหารเช่น ใช้กระบะ เหล่านี้เป็นต้น
4.ทั้งผู้เพาะและผู้เลี้ยงต้องหาตลาดที่ไม่ใกล้จากแหล่งผลิต เพื่อลดปัญหาค่าใช้จ่ายในการขนส่ง หรือลดขั้นตอนการตลาดให้น้อยลง เราจะเห็นว่าหลายครั้งด้วยกันที่สินค้าเมื่อถึงมือผู้บริโภคราคาค่อนข้างแพง เหตุเพราะขั้นตอนการตลาดมีหลายขั้นตอน สุดท้ายผู้บริโภคไม่อยากซื้อสินค้า ตลาดก็มีปัญหา
5.การรวมกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้ครบวงจร ทั้งการขายสินค้าและการซื้อปัจจัยการผลิต อาหาร พันธุ์ปลา ตรงนี้สำคัญมากสำหรับรายย่อย
6.การทำบัญชีฟาร์ม ตรงนี้จะทำให้ผู้เลี้ยงให้ภาพการทำธุรกิจได้อย่างชัดเจน ว่าสิ่งที่ทำอยู่จะขาดทุนหรือมีกำไร ถ้าขาดทุนควรจะไปแก้ไขในส่วนใด
7.ควรมีการประสานความร่วมมือกันระหว่าง เกษตรกร ผู้ประกอบการ/บริษัท และภาครัฐ โดยการประสานกันจะทำให้การผลิตสัตว์น้ำจืดดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้นว่า จะผลิตปลาตัวไหนที่ตลาดมีความต้องการ ต้นทุนอาหารควรจะอยู่แค่ไหนผู้เลี้ยงจึงพออยู่ได้ จะขยายตลาดอย่างไร ฯลฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะต้องมีการประสานกันของทั้ง 3 ส่วน
การสัมมนาหัวข้อที่ 1 การเลือกพันธุ์ปลาที่มีคุณภาพ วิทยากรได้แก่ คุณสุพงษ์ วรวงศ์ แห่งบุญโฮมฟาร์ม จ.ขอนแก่น และ ดร.เพ็ญพรรณ ศรีสกุลเตียว ภาควิชาประมง คณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น ผู้ดำเนินรายการ ดร.รักษ์พงศ์ เพชรคำ ภาควิชาประมง คณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น
ดร.รักษ์พงศ์ เพชรคำ : สำหรับเรื่องของพันธุ์ปลาอย่างที่พวกเราทราบกันดีว่า เป็นหัวใจสำคัญในการผลิตสัตว์น้ำให้ประสบความสำเร็จ ดังนั้นการเลือกลูกพันธุ์ที่มีคุณภาพจึงถือว่าเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญ และในที่นี้โดยส่วนใหญ่เท่าที่คุยกันก่อนขึ้นมาพูดบนเวที ปลาที่เลี้ยงกันจะเป็นปลานิล จึงถือว่าเข้าทางพอดีเพราะวิทยากรที่เราได้เชิญมาร่วมสัมมนาวันนี้ล้วนมีความรู้และประสบการณ์ในส่วนของการเพาะพันธุ์ปลานิล เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มต้นกันเลยกับข้อมูลในส่วนของภาคธุรกิจเกี่ยวกับสายพันธุ์ปลานิลว่า ณ ตอนนี้สายพันธุ์ไหนที่คนเลี้ยงปลาทางอีสานให้ความสนใจมากที่สุดและเพราะอะไร
คุณสุพงษ์ วรวงศ์ : จริงๆ แล้วเป็นคำถามที่ตอบยากมากเพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่า รูปแบบการเลี้ยงมีหลากหลาย ซึ่งความหลากหลายนั้นจะส่งผลไปถึงการเลือกสายพันธุ์ที่นำมาเลี้ยง อย่างการเลี้ยงแบบยังชีพหรือเอาไว้กินในครัวเรือนก็อาจใช้สายพันธุ์ที่ไม่ต้องถึงกับดีมากนักและราคาก็ไม่แพง แต่ถ้าพูดถึงการปลานิลในเชิงพาณิชย์ ส่วนใหญ่ต้องการปลานิลจิตรลดา 3 และเท่าที่ทราบตอนนี้มีการคุยกันถึง เอฟ 19 แล้ว สิ่งที่อยากแนะนำในการคัดเลือกลูกพันธุ์ ผู้เลี้ยงเองควรต้องไปดูฟาร์มเพาะด้วยตัวเอง รวมไปถึงการสอบถามถึงแหล่งที่มาของพ่อแม่พันธุ์ ส่วนลูกพันธุ์นั้นเราต้องดูความสมบูรณ์ของตัวปลา ครีบ หาง ต้องสมบูรณ์ ไม่เป็นแผล
ดร.รักษ์พงศ์ เพชรคำ : มาต่อด้วยมุมมองและข้อมูลจาก ดร.เพ็ญพรรณ ว่าในส่วนของปลานิลตอนนี้ในทางวิชาการสายพันธุ์มีการพัฒนาเป็นอย่างไรบ้างแล้ว
ดร.เพ็ญพรรณ ศรีสกุลเตียว : สำหรับปลานิลนั้นเข้ามาเมืองไทยมานานแล้วเมื่อปี 2508 ถ้าพูดถึงปลาจิตรลดา หมายถึงปลานิลที่ในหลวงพระราชทานให้กับคนไทยเมื่อปี 2509 และจากจิตรลดา 1 ก็มีการพัฒนาสายพันธุ์ เพื่อให้มีความเหมาะสมในการเลี้ยงเพื่อเชิงพาณิชย์ จากจิตรลดา 1 เป็น 2 และ 3 ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ทำร่วมกัน 8 ประเทศ โดยผ่านศูนย์ที่ฟิลิปปินส์ โดยทำการคัดอยู่ประมาณ 5 รุ่น แล้วกรมประมงไทยนำมาทำการพัฒนาสายพันธุ์ต่ออีก โดยข้อดีของจิตรลดา 3 คือ หัวเล็ก ตัวกว้าง เนื้อหนา โตเร็ว และความสมบูรณ์เพศช้า ส่วนฟาร์มเอกชนที่ทำการพัฒนาจนเป็นที่ยอมรับ คือ ซีพี ซึ่งพวกเราคงทราบและรู้จักกันเป็นอย่างดี และจากที่เคยทำงานมาซึ่งก่อนที่จะมาเป็นอาจารย์ที่ขอนแก่น เคยทำงานที่ศูนย์ขอนแก่น ประมาณ ปี 2541 ซึ่งจิตรลดา 3 เพิ่งเข้ามา โดยที่ศูนย์จะมีพันธุ์ดั้งเดิมอยู่ก่อนแล้ว จากการทำการเพาะพันธุ์พบข้อเสียของจิตรลดา 3 ประการหนึ่ง คือ พอเราคัดพันธุ์ที่โตเร็วจะพบว่าการต้านโรคหรือภูมิคุ้มกันจะต่ำลง และบางครั้งพบว่าหลังจากที่ฟักไข่ จิตรลดา 3 จะตายยกถาด แต่พันธุ์ดั้งเดิมจะไม่ตาย แต่ตรงนี้ยังไม่สรุปว่าจิตรลดา 3 ไม่ดี แต่พอบอกเป็นแนวทางได้ว่า การคัดเลือกพันธุ์ปลานอกเหนือจากโตเร็วแล้ว เรื่องของการต้านทานโรค หรือสิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องสำคัญ รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม อีกประเด็นหนึ่งที่ขอกล่าวถึงและฝากไปถึงเกษตรกรผู้เลี้ยง คือระบบการจัดการที่ดี โดยการจัดการที่ดีหมายรวมไปถึงระบบการเฝ้าระวังด้วย ยกตัวอย่างเรื่องปลาตายที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมซึ่งเกิดขึ้นในขอนแก่นหลายรายด้วยกัน จริงๆ แล้วสามารถทำให้ทุเลาได้ โดยการเพิ่มออกซิเจน หลายคนที่เลี้ยงในกระชังไม่ได้เตรียมตรงนี้เพราะคิดว่าในกระชังคุณภาพน้ำไม่น่าจะมีปัญหา หลายคนที่มักแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เมื่อปลาอ่อนแอ และเป็นโรคแล้วจึงนำยามาใช้ เข้าใจว่ามันเป็นการแก้ปัญหา แต่มันเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้องหรือไม่ ตรงนี้อยากฝากให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาลองคิดดู
ดร.รักษ์พงศ์ เพชรคำ : ทางคุณสุพงษ์มองเรื่องนี้อย่างไรบ้างครับ
คุณสุพงษ์ วรวงศ์ : เรื่องของสิ่งแวดล้อม ณ วันนี้มีผลต่อการเลี้ยงปลาพอสมควร หลายพื้นที่เจอสภาพแวดล้อมมีปัญหา ทำให้ปลาอ่อนแอสุดท้ายก็เป็นโรคและตายในที่สุด ถ้าเป็นไปได้ก็ควรไม่ปล่อยปลาในช่วงที่สิ่งแวดล้อมไม่เป็นใจ ไม่ว่าจะเป็นช่วงของการเปลี่ยนฤดูกาล หรือช่วงอากาศหนาว แต่เข้าใจว่าในทางปฏิบัติคงทำได้อยาก เพราะเป็นอาชีพที่ต้องทำเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง อีกเรื่องหนึ่งที่ผมมอง คือ การลงปลาที่บางครั้งหน้าแน่นเกินไป ซึ่งบางครั้งมันก็กลายเป็นปัญหาเช่นกัน
ดร.รักษ์พงศ์ เพชรคำ : เรายังอยู่ในประเด็นของสายพันธุ์ ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่งที่มีการกล่าวถึงกันพอสมควร นั้นคือ การนำเข้าพ่อแม่พันธุ์จากต่างประเทศเพื่อพัฒนาสายพันธุ์ปลาในบ้านเรา ตรงนี้ทางท่านวิทยากรมองอย่างไร
ดร.เพ็ญพรรณ ศรีสกุลเตียว : ประเด็นนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าจะคิดถึง ซึ่งตอนนี้ก็พอทราบข่าวแว่วๆ มาเหมือนกันว่ามีผู้นำเข้าสายพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามา ซึ่งการนำเข้ามาคำตอบอาจจะไม่ชัดเจนว่าผลที่ได้จากการผสมพันธุ์กันนั้นจะเป็นอย่างไร ในเบื้องต้นขอแนะนำกลุ่มผู้นำเข้าให้รักษาสายพันธุ์นั้นๆ ให้ดี อย่าปล่อยให้ออกมาผสมพันธุ์กับพันธุ์ปลาที่มีอยู่เดิม แต่อย่างไรก็ดีถามว่ามีความจำเป็นหรือไม่ ยอมรับว่ามีความจำเป็น เพื่อที่จะทำให้คุณภาพของพันธุกรรมที่ดีขึ้น อย่างไรก็ดีในเชิงวิชาการลูกผสมอาจไม่ดีไปกว่าพ่อแม่เดิม ผู้นำเข้าจึงควรศึกษาให้ดีก่อนที่จะนำออกมาปล่อยให้กับผู้เลี้ยง อย่าคิดแค่ว่าลูกผสมแล้วจะดีกว่าสายพันธุ์เดิม
การสัมมนาหัวข้อที่ 2 แนวทางการเลี้ยงปลาน้ำจืดให้สอดรับกับสภาวะต้นทุนสูง วิทยากรได้แก่ อ.จำนง ปรั่งกลาง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น , นายอภิชัย สุวัฒนศิลป์ จ.ชัยภูมิ ผู้ดำเนินรายการ นายเอกศิลป์ ผะดาศรี บรรณาธิการข่าวธุรกิจสัตว์น้ำ
นายเอกศิลป์ ผะดาศรี : เรามาเข้าสู่การสัมมนาหัวข้อที่ 2 คือ แนวทางการเลี้ยงให้สอดรับกับภาวะต้นทุนสูง เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาเริ่มกันเลยนะครับ ว่าแต่ละท่านทำอย่างไรกันบ้างในกระบวนการจัดการ
คุณอภิชัย สุวัฒนศิลป์ : เริ่มต้นผมขอเล่าถึงเรื่องการตลาดกันก่อน สำหรับตลาดของกลุ่มเรานั้น มีผู้รับซื้อประจำ สำหรับรูปแบบการเลี้ยงนั้นเราจะเลี้ยงกันในรูปแบบบริษัท โดยเรามีออร์เดอร์โดยเฉลี่ยวันละ 5 ตัน หรือ 150 ตัน/เดือน โดยกระชังที่เราเลี้ยงมีขนาด 5x5 เมตร ลึก 2.5 เมตร ลูกปลาที่ปล่อยให้กับเกษตรกรมีขนาด 40-50 กรัม/ตัว อัตราปล่อย 1,500 ตัว/กระชัง มีวิธีสังเกตลูกพันธุ์ว่ามีคุณภาพหรือไม่ โดยหลังจากผ่านการเลี้ยงไปประมาณ 30-40 วัน ลูกพันธุ์ที่มีคุณภาพไซส์จะใกล้เคียงกัน ถ้าแตกไซส์เราจะแนะนำให้มีการคัดไซส์ แล้วทำการขุนให้ได้ขนาด สำหรับระยะเวลาการเลี้ยงนั้น โดยภาพรวมแล้วจะใช้เวลาประมาณ 4.5-5 เดือน ในกระบวนการลดต้นทุนอย่างแรกที่จะกล่าวถึง คือ ทางบริษัทจะแนะนำเกษตรกรให้ใช้ยา แต่จะให้ใช้วิตามินเพื่อเสริมให้ปลาแข็งแรง เป็นต้นว่า 10 วันแรกใช้วิตามินซี อีก 10 วันใช้วิตามินรวม จากนั้นใช้โปรแกรมนี้สลับกันไปจนจับหรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสมกับสภาวการณ์ที่เกิดขึ้น และสิ่งที่เราเน้นมากที่สุดคือ เรื่องการตลาด ซึ่งพวกเราในวงการคงจะเคยทราบข่าวมาเป็นระยะว่าในบางช่วงจะมีปัญหาปลาล้น ปลาขาดตลาด โดยในส่วนของเราจะแก้ตรงนี้โดยวางแผนการลงปลา ให้ปลาออกอย่างต่อเนื่องและผลิตตามเป้าหมายหรือออร์เดอร์ที่เรามี ให้ที่ผ่านมาบริษัทของเรา หรือเกษตรกรในกลุ่มของเราไม่มีปัญหาในเรื่องนี้
ส่วนในเรื่องของการลดต้นทุนมีหลายวิธีด้วยกัน เป็นต้นว่า การปล่อยปลาเมื่อก่อนเราจะปล่อยลูกปลาไซส์ 30 กรัม/ตัว หรือ 30 ตัว/กิโลกรัม ซึ่งทำให้เกษตรกรต้องใช้เวลาในการเลี้ยงค่อนข้างนาน เราเลยปรับมาลงปลาให้โตขึ้นประมาณ 40 กรัม/ตัว ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาการเลี้ยงสั้นลง หรืออย่างเรื่องยาทุกคนรู้ว่ามันเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ ในส่วนของเราจะเน้นการป้องกันนั่นก็คือ การรักษาคุณภาพปลา โดยการใช้วิตามินหรืออาหารเสริมเพื่อให้ปลามีสุขภาพแข็งแรง และมีอัตรารอดสูง การลดต้นทุนอีกข้อหนึ่งคือ เมื่อถึงเวลาปลาได้ไซส์ตามที่ตลาดต้องการแล้ว ทางบริษัทจะทำการจับโดยทันทีจะไม่มีการเลี้ยงดึงไซส์ เพราะเมื่อปลาโตอัตราแลกเนื้อจะไม่ดี การดึงเวลาเท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุน ซึ่งขนาดที่เหมาะสมในจุดคุ้มทุนน่าจะอยู่ที่ 750 กรัม/ตัว
ส่วนการให้อาหารนั้น จากการที่เราเลี้ยงในนามบริษัทหรืออีกมุมหนึ่งคือเป็นการรวมกลุ่มกันเลี้ยงทำให้มีอำนาจต่อรอง ในเรื่องของอาหารเราจึงไปคุยกับบริษัทผลิตอาหารเม็ดว่าต้องการอาหารอย่างไร โดยเริ่มต้น 30 วันแรก จะใช้อาหารโปรตีน 35% จากนั้นเลี้ยงไปอีกระยะ โปรตีนจะเหลือ 32% ส่วนจำนวนมื้อในการให้อาหาร จะขึ้นอยู่กับแหล่งเลี้ยง แต่โดยเฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 2-3 มื้อ/วัน ในส่วนของอาหารเม็ดนั้นตอนนี้เรากำลังทำการศึกษากันอยู่ว่าถ้าเราลด % โปรตีนลงมาจะเป็นอย่างไรบ้าง มีผลกับการเจริญเติบโตของปลาอย่างไร
นายเอกศิลป์ ผะดาศรี : เราข้ามมาดูข้อมูลจากทาง อ.จำนง กันบ้าง ในประเด็นเดียวกันคือ การเลี้ยงปัจจุบันมีแนวทางอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องของการลดต้นทุน
อ.จำนง ปรั่งกลาง : แนวทางที่ผมทำอยู่การให้อาหารค่อนข้างถี่ประมาณ 4 มื้อ/วัน คือ 7 โมงเช้า 5 โมงเช้า บ่าย 2 โมง และ 5-6 โมงเย็น แต่จะมีการสังเกตว่ามื้อไหนที่ปลากินดีจะให้มื้อนั้นๆ เยอะหน่อย หรือมื้อไหนที่กินน้อยในมื้อต่อไปอาจปรับให้น้อยลงหรือไม่ก็หยุดไปเลย ส่วนการหว่านก็หว่านที่ละน้อยๆ ในแต่ละมื้ออาจจะเดินหว่าน 2-3 รอบดูว่าปลากินอิ่มหรือยัง เพราะถ้าหวานครั้งเดียวบ้างครั้งปลากินไม่หมดอาหารก็สูญเปล่า หรือปลากินไม่อิ่ม อัตราการเจริญเติบโตก็มีปัญหา คือผมอยากให้มองในมุมของอาหารที่เราใส่ลงไปแล้วปลากินหมด บางคนจะไม่ใส่เรื่องนี้เน้นให้อาหารตามโปรแกรม ซึ่งจริงๆ แล้ว อาหารที่เราให้ไปนั้นบางมื้อปลาอาจไม่กินหรือกินไม่หมดหรือกินไม่อิ่ม ในส่วนของผมเองมองว่า ณ เวลานี้แม้ต้นทุนอาหารจะแพงขึ้น ถ้าเราจัดการเป็นหมายถึงว่า ทำอย่างไรอาหารที่ใส่ลงไปปลากินหมด หรืออัตราการสูญเสียต่ำหรือไม่สูญเสียเลย มันก็ยังพอไปได้สำหรับระยะเวลาการเลี้ยงของผมตกประมาณ 4 เดือนเศษ โดยลูกปลาที่นำมาปล่อยไซส์ 25 ตัว/กิโลกรัม โดยขนาดกระชังที่เลี้ยง 4 x4 เมตร ส่วนไซส์ที่จับก็เป็นไซส์ตลาดทั่วๆ ไป
ผู้เข้าร่วมสัมมนา : ขอถามคุณอภิชัยว่าต้นทุนการเลี้ยงของเกษตรกรประมาณเท่าไหร่
คุณอภิชัย สุวัฒนศิลป์ : ตอนนี้อยู่ประมาณ 38-40 บาท/ปลา 1 กิโลกรัม แต่หลังจากนี้ไม่ทราบเพราะไม่รู้ว่าอาหารจะปรับตัวสูงขึ้นอีกแค่ไหน ส่วนราคาจำหน่ายปลา ณ ตอนนี้หน้ากระชังอยู่ประมาณ 46 บาท/กิโลกรัม ส่วนทับทิมประมาณ 59-60 บาท/กิโลกรัม ซึ่งถ้าราคาปลายังรดับนี้และอาหารปลายังอยู่ระดับนี้ อาชีพการเลี้ยงปลาก็ยังคงไปได้เรื่อยๆ แต่หากการขึ้นราคาอาหารไม่สมดุลกับราคาปลา แน่นอนว่ามีปัญหากับผู้เลี้ยง
ประมงจังหวัด : ขอแสดงความคิดเห็นครับ เวลาการเลี้ยงปลาในกระชังมักมีการคุยกันเฉพาะอัตราปล่อย ขนาดกระชัง หรือไซส์ปลาที่ปล่อย ซึ่งผมอยากเสริมว่า เราควรคำนึงถึงความลึกของกระชังหรือแหล่งน้ำด้วย หลายคนเข้าใจผิดว่า ควรปล่อยกี่ตัวต่อตารางเมตรแต่ความจริงมันต้องปล่อยกี่ตัวต่อปริมาตรกระชัง และเราจะเห็นความต่างของวิทยากร 2 ท่านประการหนึ่ง คือ สภาพน้ำที่ต่างกัน กล่าวคือ ท่านหนึ่งเลี้ยงในที่น้ำไหล ท่านหนึ่งเลี้ยงในที่น้ำนิ่ง ถ้าการเลี้ยงในกระชัง น้ำไหลจะมีปัญหามากกว่าน้ำนิ่ง การเปลี่ยนขึ้นลงของระดับน้ำจะมีส่วนสำคัญต่อปลากระชังตรงนี้ทุกคนน่าจะทราบแต่ไม่แน่ใจว่าคำนึงถึงกันบ้างหรือไม่ ส่วนในเรื่องของต้นทุนอาหารเม็ดนั้น อย่างที่พวกเราทราบกันดีว่า อาหารเม็ดคือ ต้นทุนหลัก ดังนั้นผมเห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่า เราน่าจะหาวัตถุดิบที่ราคาถูกกว่า แต่คุณภาพยังคงเดิมมาทดแทน ซึ่งในวันนี้ทราบว่ามีเหล่าบริษัทผู้ผลิตอาหารมากันพอสมควร เลยฝากให้พวกท่านลองช่วยในเรื่องนี้กันดู
การสัมมนาหัวข้อที่ 3 ทิศทางตลาดปลาน้ำจืดศักราช 51 และโครงการรับซื้อปลาจากห้องเย็น วิทยากร ได้แก่ นายยุทธนา สุวรรณชัยรบ บริษัทโกรเบสท์ กรุ๊ป , นายธนัญ ธนกวี จากบริษัทคาร์กิลล์สยาม จำกัด และนายเกียรติศักดิ์ หาทรัพย์ จากบริษัทมานิตย์ฟาร์มอาหารสัตว์ จำกัด ผู้ดำเนินรายการ นายจักรพงศ์ บัวทอง บรรณาธิการบริหารนิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ
นายจักรพงศ์ บัวทอง : สวัสดีครับ ขอต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนาสู่การสัมมนาหัวข้อสุดท้ายซึ่งจริงๆ แล้วในหัวข้อนี้ผมอยากใช้คำว่าการร่วมเสวนากันน่าจะดีกว่า ซึ่งในระหว่างที่ทางท่านวิทยากรให้ข้อมูลหากท่านใดมีคำถามก็ขอเชิญได้เลยนะครับ ผมอยากให้บรรยากาศเป็นเรื่องของการปรึกษาหารือกันน่าจะดีกว่า เพราะหัวข้อนี้เชื่อว่าทุกท่านที่มาในวันนี้ต้องการทราบว่า ทิศทางตลาดปลาน้ำจืดจะเป็นอย่างไรในอนาคต ในส่วนของตัวผมเองเบื้องต้นมีข้อมูลมาเล่าสู่กันฟังถึงบทบาทของภาครัฐด้วยเพราะก่อนที่จะมางานสัมมนาผมมีโอกาสได้เข้าไปสัมภาษณ์ทาง ดร.จิราวรรณ แย้มประยูร รองอธิบดีกรมประมง และปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารสินค้าปลานิลและผลิตภัณฑ์ โดยคณะกรรมการชุดนี้ได้รับการแต่งตั้งมาจากกระทรวงเกษตรกรฯ เพื่อดำเนินการพัฒนาอุตสาหกรรมปลานิลของไทยให้เติบโตขึ้น ท่านรองอธิบดีเล่าให้ผมฟังว่า คณะกรรมการชุดนี้มียุทธศาสตร์ที่จะพัฒนาในเรื่องของปลานิลอย่างครบวงจร และท่านยังบอกอีกว่าต่อไปหากใครมีปัญหาเรื่องใดก็สามารถติดต่อเข้าไปพูดคุยได้ ตรงนี้จึงถือว่าเป็นโอกาสอันดีกับการที่ภาครัฐให้ความสนใจอุตสาหกรรมปลานิลอย่างจริงจัง ซึ่งท่านบอกกับผมว่า เป้าหมายการส่งออกที่กำหนดอยู่ประมาณ 50,000 ตัน รวมทั้งขยายพื้นที่การเลี้ยงเพิ่มเป็น 500,000 ไร่ ภายในปี 2553 และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาเข้าเรื่องหัวข้อสุดท้ายที่จะสัมมนากันในวันนี้ เบื้องต้นคงให้วิทยากรทั้ง 3 ท่านของเรากล่าวถึงรายละเอียดการดำเนินงานในส่วนของภาคการตลาดบริษัทของท่านว่าเป็นอย่างไรกันบ้างและเสริมด้วยสถานการณ์ตลาดปลานิลรวมทั้งปลาน้ำจืดเศรษฐกิจทั่วไป เรียนเชิญครับ
นายเกียรติศักดิ์ หาทรัพย์ : ในเบื้องต้นขอขอบพระคุณนิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำที่ให้เกียรติผมได้มาเป็นวิทยากรในงานวันนี้นะครับ ในส่วนของมานิตย์ฟาร์มนั้นหลายท่านคงทราบกันแล้วว่าเราทำธุรกิจในส่วนของการเพาะพันธุ์ปลานิลมานานพอสมควร พร้อมกันนี้ในฟาร์มของเรายังมีการเลี้ยงปลาเนื้อ โดยปลาที่เลี้ยงได้จะส่งเข้าห้องเย็นเพื่อส่งออกโดยตรง ฟาร์มของเราจะเลี้ยงโดยระบบปิด เข้ามาตรฐานของกรมประมง ซึ่งมาตรฐานนั้นถือว่าสำคัญมากสำหรับการลี้ยงปลาเพื่อการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นการจัดสุขอนามัยในฟาร์ม การจัดการเลี้ยง โดยเฉพาะเรื่องของการใช้ยาที่อาจจะทำให้เกิดมีการตกค้าง และในเบื้องต้นตรงนี้หากถามว่าอนาคตของปลานิลจะเป็นอย่างไร ผมตอบว่าสดใสพอสมควรแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณภาพว่าดีมากน้อยอย่างไร หรือได้มาตรฐานหรือไม่
นายธนัญ ธนกวี : สำหรับบริษัทคาร์กิล นั้นเชื่อว่าหลายคนในวงการสัตว์น้ำคงรู้จักเราเป็นอย่างดี โดยบริษัทแม่ของเราตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งจริงๆ แล้วคาร์กิลเรามีบริษัทในเครือที่ทำธุรกิจในวงการเกษตรหลายอย่างด้วยกัน โดยธุรกิจใหม่สำหรับคาร์กิลในประเทศไทยคือซีฟูดส์ ซึ่งเริ่มต้นเมื่อปีที่แล้ว การทำตรงนี้ก็เพื่อให้สอดรับธุรกิจเดิมที่เรามีอยู่เพื่อต่อยอดไปสู่การช่วยเหลือเกษตรกร โดยคำว่าซีฟูดส์นั้นหมายรวมไปถึงปลานิลที่มาจากการเพาะเลี้ยงซึ่งปัจจุบันกระแสความต้องการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเพราะสัตว์น้ำที่มาจากธรรมชาติได้ลดปริมาณลงไปพอสมควร รวมทั้งผู้ทำการประมงยังมีปัญหาเรื่องของต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น
ไปดูสถานการณ์ของประเทศผู้ผลิตที่สำคัญของโลก นั่นคือคือ จีน ซึ่งผลิตกว่าล้านตันต่อปี เมื่อปีที่แล้วจีนเจออากาศหนาวผิดปกติทำให้มีผลกระทบต่อการเลี้ยงสัตว์น้ำ อย่างปลานิลเสียหายไปเยอะพอสมควร จากตรงนี้ส่งผลให้ประเทศไทยมีโอกาสที่จะขยับการส่งออก โดยเฉพาะในสหรัฐซึ่งเป็นตลาดที่มีแนวโน้มการบริโภคปลานิลสูงขึ้นแทบทุกปี ในคำถามที่ว่าอนาคตปลานิลจะเป็นอย่างไรบ้างโดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ น่าสนใจมากครับ
ในภาพรวมของของอาหารประเภทปลา ณ วันนี้อย่างที่เราทราบกันดีว่าทั่วโลกมีความต้องการเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุมาจากในธรรมชาติไม่เพียงพอ และเรื่องของสุขภาพ ที่นี้ปลาที่ตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะยุโรปและสหรัฐอเมริกา ต้องการมีคุณสมบัติ 2 ข้อด้วยกัน คือ เนื้อขาวและไม่มีรสชาติ สำหรับปลาที่มีคุณสมบัติ 2 ข้อนี้ ได้แก่ ปลานิลและปลาเผาะ โดยในส่วนของปลานิลนั้นประเทศไทยเราทำได้อยู่ประมาณ 200,000 ตัน หลายคนสงสัยว่าเรามีความพร้อมแต่ทำไมยังทำได้น้อย เหตุเพราะเรามีปัญหาต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง ส่วนตลาดปลานิลที่ใหญ่ที่สุดของโลกคือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งที่ผ่านมานำเข้าปลาจากจีนมากที่สุด แต่อย่างที่เราทราบกันว่า จีนมีปัญหาในด้านการผลิตและน่าจะฟื้นตัวประมาณกลางปีหน้า พร้อมกันนี้จีนยังมีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับเรื่องของคุณภาพเนื้อปลาและมาตรฐานการผลิต จากตรงนี้แน่นอนว่าจะส่งผลต่อการส่งออกอย่างชัดเจน
จากโอกาสเรามาดูภาพรวมของการผลิตปลานิลในประเทศไทย ซึ่งผมมองว่าเป็นปัญหาต่อการส่งออก นั่นคือ คุณภาพเนื้อปลา ผมตั้งคำถามว่า การที่กรมประมงตั้งเป้าจะขยายพื้นที่การเลี้ยง จะไปเลี้ยงตรงไหน ณ วันนี้หลายพื้นที่มีปัญหาเรื่องของสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในแหล่งน้ำธรรมชาติ การเลี้ยงในบ่อดิน เทคโนโลยีการเลี้ยงเป็นอย่างไร ทำอย่างไรที่จะให้ปลาไม่มีกลิ่นโคลน ในส่วนของคาร์กิลตอนนี้เรามีโครงการส่งเสริมให้ทำการสร้างกระชังในบ่อดิน ซึ่งเทคโนโลยีการเลี้ยงเช่นนี้จะทำให้เนื้อปลามีคุณภาพโดยเฉพาะเรื่องของกลิ่นที่จะไม่มีปัญหาต่อการส่งออก ที่ผมอยากคุยถึงคือ ที่ผ่านมาปลาที่เข้าห้องเย็นจะเป็นปลาที่เหลือหรือปลาที่ผ่านการคัดมาแล้ว ซึ่งทุกคนทราบดีว่าคุณภาพจะเป็นอย่างไร ที่เราต้องมานั่งคุยกัน คือเรื่องราคาปลาที่ส่งออกอาจไม่สูงมากนัก หรือเราอาจทำปลาคุณภาพสูงหรือที่เรียกกว่าพรีเมี่ยมไปเลย ซึ่งสินค้าพรีเมี่ยมแน่นอนว่าราคาสูงแน่นอน
นายยุทธนา สุวรรณชัยรบ : .ในส่วนของโกรเบสนั้นในส่วนของปลานิลตอนนี้เราก็ทำค่อนข้างครบวงจร ทั้งในส่วนของอาหารเม็ดและการส่งออกปลาเนื้อ โดยในตอนนี้เรามาตั้งโรงงานอยู่ที่นครพนม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา โดยเรามีโครงการให้เกษตรกรมาเลี้ยงปลาร่วมกับเราในลักษณะของการคอนแทรค สำหรับสถานการณ์การเลี้ยงปลาวันนี้เราทราบดีว่าเกษตรกรเจอปัญหาเกี่ยวกับภาวะราคาอาหารแพงทำให้ต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้น ซึ่งในโครงการของเราก็กำลังพิจารณาเรื่องราคารับซื้อปลาของเราอยู่เช่นกัน ส่วนตลาดปลานิลในอนาคตมุมมองผมก็ไม่ต่างจากทั้ง 2 ท่านที่กล่าวมา และอย่างที่คุณธนัญกล่าวว่า ตอนนี้เรื่องของตลาดไม่น่าจะมีปัญหา แต่เมื่อมามองสถานการณ์ของประเทศไทย มี 2 ประเด็นที่น่าคิด คือ จะขยายพื้นที่การเลี้ยงอย่างไร ถ้าในแหล่งน้ำธรรมชาติเราก็ต้องมาดูเรื่องของสิ่งแวดล้อม และอีกเรื่องคือต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูงพอสมควร แต่ผมก็ดีใจที่ทราบข่าวว่าภาครัฐให้ความสำคัญในเรื่องนี้โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ซึ่งหากมีการทำงานอย่างจริงจังผมเชื่อว่าน่าจะทำให้อุตสาหกรรมปลานิลพัฒนาขึ้นอีกมาก
นายจักรพงศ์ บัวทอง : ในส่วนของโกรเบสมองการขึ้นราคาอาหารกับการซื้อปลาในราคาที่สูงขึ้นเป็นอย่างไร มีความเป็นได้มากน้อยแค่ไหน
นายยุทธนา สุวรรณชัยรบ : ผมรับปากตรงนี้ว่า ถ้าใช้อาหารเราเต็มที่ หรือกล้าซื้ออาหารคุณภาพสูง ผมก็พร้อมรับซื้อในราคาที่สูงเช่นกัน แต่ ณ วันนี้บางครั้งออร์เดอร์เรามีปัญหา ไม่มีผลผลิตในการส่งออก เหตุเพราะลูกค้าในโครงการเราเอาปลาไปขายที่อื่น เขาจะเข้ามาหาเราในยามที่ตลาดมีปัญหา แต่พอราคาดีเขาก็เอาปลาไปขายที่อื่นซึ่งการทำเช่นนี้ห้องเย็นจะมีปัญหาในการรับออร์เดอร์ต่างประเทศเข้ามา เพราะหากไม่มีสินค้าเราก็โดนปรับ
นายจักรพงศ์ บัวทอง : เรากำลังเจาะประเด็นตลาดต่างประเทศและแนวทางการเลี้ยงปลาเพื่อส่งออก ซึ่งการทำปลาเพื่อส่งออกนั้น จากการที่วิทยากรทั้ง 3 ท่านนำเสนอมา ดูมาเหมือนว่าอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับเกษตรกร บนเวทีนี้เรามีวิทยากรที่เลี้ยงปลาเพื่อการส่งออกแทบจะ 100% ของพื้นที่การเลี้ยงทั้งหมดในฟาร์มนั่นคือ มานิตย์ฟาร์ม จึงอยากให้ทางคุณเกียรติศักดิ์ พูดให้ฟังว่าการทำมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงมาตรฐานส่งออกนั้นมีความยากง่ายอย่างไรบ้าง เกษตรกรรายย่อยจะทำได้ไหม
นายเกียรติศักดิ์ หาทรัพย์ : สำหรับตลาดส่งออกของปลานิล ณ วันนี้ผมขอกล่าวขยายต่อจากวิทยากรทั้ง 2 ท่านเพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้วประเทศไทยเรามีความพร้อมมาก และตอนนี้สินค้าของเราก็ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคต่างประเทศ ในเรื่องของราคาตอนนี้มานิตย์ฟาร์มกำลังทดลองทำสินค้าพรีเมียมเพื่อนำเสนอไปยังลูกค้าเกรดบน อย่างตลาดญี่ปุ่นถ้าเราไปเปิดตลาดได้ถือว่าน่าสนใจมากเพราะคนญี่ปุ่นชอบทานปลามากอาหารแทบทุกมือจะมือปลา แต่เมื่อเขาชอบทานปลาดิบตรงนี้คือเงื่อนไขว่าเราจะทำอย่างไรให้ปลาไม่มีกลิ่นโคลน สำหรับการทำมาตรฐานฟาร์มปลาเพื่อการส่งออกนั้น ง่ายที่สุดคือการเข้าไปขอคำปรึกษาจากกรมประมง หรือใครมีโอกาสผ่านไปที่มานิตย์ฟาร์ม จ.เพชรบุรี จะเข้าไปเยี่ยมชมฟาร์มเราก็ยินดี ซึ่งจริงๆ แล้วการทำฟาร์มมาตรฐานหรือการจัดการเลี้ยงเพื่อการส่งออกนั้นมองว่าไม่ยากหากเกษตรกรชาวไทยเราจะทำ
วิเคราะห์ข้อมูลจากงานสัมมนาปลาน้ำจืดครั้งที่ 2
-แนวโน้มการตลาดปลานิล มีแนวโน้มที่สดใสด้วยมีสาเหตุสำคัญมากจาก
1.จีนซึ่งเป็นประเทศผู้ผลผลิตอันดับหนึ่งได้รับความเสียหายจากภาวะอากาศหนาวทำให้ผลผลิตลดลง
2.ปริมาณปลาในธรรมชาติมีปริมาณลดลง
3.การทำการประมงนอกน่านน้ำมีปัญหาด้านต้นทุนพลังงาน(น้ำมัน)
4.ประชาชนให้ความสนใจในสุขภาพมากขึ้นจึงเน้นบริโภคอาหารประเภทเนื้อที่เป็นปลา
-ปัญหา/อุปสรรคในอุตสาหกรรมปลาของประเทศไทย
1.ต้นทุนในการเลี้ยงยังสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น
2.รูปแบบและการจัดการเลี้ยงของเกษตรกรในภาพรวมยังไม่ได้มาตรฐานการส่งออก
3.พันธุ์ปลาที่มีคุณภาพยังมีปริมาณไม่เพียงพอ
4.การประสานงานหรือการให้ความช่วยเหลือจากภาครัฐกับเกษตรกรยังมีช่องว่าง
5.การจัดการเลี้ยงกับสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่สมดุล
6.ภาวการณ์ตายของปลาในหลายพื้นที่ที่ยังเป็นประเด็นคำถามจากเกษตรกรผู้เลี้ยงว่าสาเหตุเกิดจากอะไร
 
|
|