| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ::ทางรอดการประมงไทย |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 14/08/2008-16:21 GMT+7  
กรมประมงในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงดูเหมือนว่าจะมองเห็นความสำคัญในเรื่องพลังงาน เพื่อให้อาชีพประมงทั้งประมงทะเลและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำยังคงอยู่คู่คนไทยต่อไปจึงได้จับมือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดงานเสวนาขึ้นกระตุ้นให้เกษตรกรหาทางออกที่ยั่งยืนในการใช้พลังงานซึ่งการเสวนาครั้งนี้ใช้ชื่อว่าพลังงานทดแทน ทางเลือก ทางรอด การประมงไทยจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 51 โดยผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วย 1.ผู้แทนจากกรมประมง 2.นายมานะ ศรีประทักษ์ ประธานสมาคม การประมงแห่งประเทศไทย 3.นายสุรพล ประเทืองธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย 4.อ.กังวาลย์ จันทรโชติ จากคณะประมง มหาลัยเกษตรศาสตร์ 5.ผู้แทนจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ซี่งรายละเอียดในการเสวนาพอสรุปได้ดังนี้
ก่อนอื่นมารู้จักกับพลังงานทดแทนก่อน พลังงานทดแทนมีอยู่สองประเภท อย่างแรกคือพลังงานทดแทนที่สิ้นเปลืองใช้แล้วหมดไปเหมือนน้ำมันเชื้อเพลิงเช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ นิวเคลียร์ หินน้ำมันและทรายน้ำมัน ส่วนประเภทที่สองคือพลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานที่ใช้แล้วเกิดขึ้นใหม่ได้ตามธรรมชาติ หมุนเวียนใช้ได้ไม่มีวันหมดเช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานจากชีวมวล พลังงานน้ำ เป็นต้น
จากการศึกษาของกระทรวงพลังงานพบว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงในด้านพลังงานทดแทนที่สามารถนำมาพัฒนาเพื่อใช้แทนน้ำมันได้หลายประเภท การทำความรู้จักและติดตามความก้าวหน้าของพลังงานทดแทน รวมทั้งการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพลังงานทดแทนไปสู่ผู้อื่นในวงกว้างระดับประเทศและเลือกใช้พลังงานทดแทนที่เหมาะสม เป็นวิธีที่จะส่งเสริมให้การพัฒนาพลังงานทดแทนของประเทศไทยเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้เราสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้มากขึ้นและช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่ความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งพลังงานทางเลือกที่มีการพูดถึงในการเสวนาครั้งนี้และสามารถนำมาใช้ได้จริงในประเทศไทยประกอบด้วย
พลังงานลม ลมเป็นพลังงานสะอาดที่มีอยู่ทั่วโลก หน่วยงานของกระทรวงพลังงานได้มีการสำรวจความเร็วและทิศทางลมครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่องและในปี 2544 ได้จัดทำแผนที่ศักยภาพพลังงานลมของประเทศไทยขึ้น ผลปรากฏว่า บริเวณภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยโดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งทะเลจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา และจังหวัดปัตตานี มีศักยภาพพลังงานลมที่จะสามารถใช้ผลิตไฟฟ้าได้ กระทรวงพลังงานจึงมีนโยบายที่จะส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมให้ได้ 35-100 เมกะวัตต์ มีการศึกษาวิเคราะห์หาความเหมาะสมของศักยภาพพลังงานลมเฉพาะแหล่งสำหรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม โดยครอบคลุมทั้งด้านพื้นที่ เทคโนโลยีและเศรษฐศาสตร์ของการลงทุนในพื้นที่ชายฝั่งทะเลจังหวัดสงขลา เพื่อให้ได้ตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเป็นทุ่งกังหันลมที่สามารถนำพลังงานลมมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
การเปลี่ยนลมมาเป็นพลังงานจะต้องอาศัยอุปกรณ์ที่เรียกว่ากังหันลมในการเปลี่ยนพลังงานจลน์ จากการเคลื่อนที่ของลมเป็นพลังงานกลก่อนนำไปใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้แบบไหน แต่ในการใช้กังหันลมเป็นตัวกำเนิดไฟฟ้านั้นได้มีการศึกษารูปแบบของเทคโนโลยีกังหันลมที่เหมาะกับประเทศไทยคือมีความเร็วลมต่ำและปานกลางเพื่อให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการนำพลังงานลมมาใช้
ไบโอดีเซล หรือ B 100 เป็นพลังงานทดแทนอีกอย่างที่มีการกล่าวถึงซึ่งเป็นพลังงานที่ได้จากการนำน้ำมันพืชมาผ่านกระบวนการผลิตจนมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล สามารถใช้แทนน้ำมันดีเซลได้โดยตรง หรือนำไปผสมกับน้ำมันดีเซลที่สัดส่วนต่าง ๆ กันเช่น ไบโอดีเซล 5 ส่วน ผสมกับน้ำมันดีเซล 95 ส่วน เรียก B5 เป็นต้น
วัตถุดิบที่ใช้ผลิตไบโอดีเซล ได้แก่ น้ำมันพืชใช้แล้วและน้ำมันพืชสกัดใหม่จากปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ถั่วเหลือง ละหุ่ง งา เมล็ดทานตะวัน โดยปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่มีศักยภาพสูงที่สุดในประเทศไทยเนื่องจากมีราคาและต้นทุนการผลิตที่ต่ำ แต่ปริมาณผลผลิตที่ได้สูง ไบโอดีเซลจึงเป็นทางออกอีกอย่างหนึ่งในวงการประมง และเป็นความมั่นคงทางด้านพลังงาน เพราะมีวัตถุดิบในประเทศมากมาย ทำให้ลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ นอกจากนี้ไบโอดีเซลยังช่วยสร้างงานในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม สร้างเสถียรภาพด้านราคาของผลปาล์มและน้ำมันปาล์มและเกิดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าการใช้น้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะเรือนกระจก และการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก
นี่คือพลังงานทดแทนที่น่าจะใช้ได้ดีในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ส่วนในภาคของการทำประมงทะเลนั้นได้มีการแยกออกเป็นสองส่วนคือประมงชายฝั่ง กับประมงน้ำลึก ซึ่งในส่วนของประมงชายฝั่งนั้นมีการเสนอแนวความคิดให้มีการใช้เรือใบผสมกับการใช้น้ำมันราคาถูกในช่วงที่ไม่มีลมซึ่งในบางประเทศนำวิธีการนี้มาใช้แล้ว หรืออีกวิธีการหนึ่งคือการติดตั้งก๊าซ NGV เพราะมีราคาถูกกว่าน้ำมันมากแต่ต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์จึงไม่น่าจะได้รับความสนใจจากชาวประมงมากนัก เช่นเดียวกับการทำประมงน้ำลึกทางออกหนึ่งคือการเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นเครื่องที่สามารถใช้ NGV ได้ เพราะมาตรการที่ภาครัฐนำมาใช้ในปัจจุบันคือการนำน้ำมันเขียวหรือน้ำมันม่วงมาจำหน่ายไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืน จึงต้องหาแนวทางที่เหมาะสมต่อไป
 
|
|