| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: ตามล่าวายร้าย ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุปลาตาย |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 14/08/2008-16:23 GMT+7  
ศักราช 2551 ผ่านมาจนเข้าสู่ครึ่งปีหลังแล้ว มีหลายเหตุการณ์และหลากสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นในวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยที่น่าสนใจ และสามารถกล่าวได้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นผู้ประกอบทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเหล่าเกษตรกรทั้งหลายต้องติดตามกันแบบหายใจรดต้นคอกันเลยทีเดียว เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ธุรกิจที่ท่านดำเนินการอยู่อาจพังทลายโดยไม่รู้ตัว ในส่วนนิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำเอง พวกเราทีมงานทุกคนก็พยายามที่จะติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวงการมานำเสนออย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับผู้ประกอบการทุกภาคส่วนในการนำไปวางแผนการดำเนินธุรกิจและดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับเหตุการณ์ในวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ณ ปัจจุบันมีอยู่หลายเหตุการณ์ด้วยกันที่อยู่ในกระแสความสนใจของทุกคนในวงการโดยหนึ่งในนั้นคือ เหตุการณ์ปลานิลที่เลี้ยงในกระชังหลายพื้นที่ด้วยกันมีการตายพร้อมกันโดยมิได้ทำการนัดหมายกันล่วงหน้า โดยจากการที่ทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำได้สอบถามไปยังแกนนำผู้เลี้ยงปลาในหลายพื้นที่ด้วยกัน ได้บทสรุปคร่าวๆ มาว่า สิ้นสุดมิถุนายนที่ผ่านมามีปริมาณปลาตายไม่น่าจะต่ำกว่า 60% ของปลาที่ทำการเลี้ยงในครอปกลางปี
โดยเหตุการณ์ปลานิลและมีปลาเศรษฐกิจตัวอื่นๆ ที่มีการเลี้ยงในกระชังตายอย่างผิดสังเกตนั้นจริงๆ แล้วเริ่มก่อตัวขึ้นมาตั้งปลายปี 50 ที่ผ่านมา แต่ ณ ช่วงเวลานั้นมีการตั้งสมมติฐานกันว่าน่าจะมาจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จวบจนเวลาล่วงเลยมาถึงต้นปี 51 ข่าวปลาตายในหลายพื้นที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ก็ยังไม่รุนแรงมากนัก ส่วนสาเหตุนั้นบรรดาผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเหล่านักวิชาการวิเคราะห์กันว่าเกิดจากสภาพแวดล้อม แต่พอเข้าช่วงกลางปี เริ่มต้นประมาณเมษายน เหตุการณ์ปลาตายเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น ใช้คำว่าตายอย่างผิดปกติ สมมติฐานจากบรรดาผู้เกี่ยวข้องถึงสาเหตุการตายเสียงก็เริ่มแตก หรือมีมุมมองที่ต่างกันออก ไม่ว่าจะเป็น
- การเกิดโรคระบาดตัวใหม่
- สภาพแวดล้อมหรือแหล่งน้ำในธรรมชาติมีปัญหา
- โรคเดิมที่เคยสร้างความเสียหายมีการพัฒนาตัวเอง จนยาที่เคยมีการใช้ป้องกันไม่สามารถจัดการได้
- พันธุ์ปลามีปัญหา สาเหตุนี้จะสอดรับกับข่าวคราวการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ปลานิลจากต่างประเทศเพื่อนำมาพัฒนาสายพันธุ์
- ฯลฯ
ซึ่งสมมติฐานเหล่านี้ คือโจทย์ที่ทีมกองบรรณาธิการธุรกิจสัตว์น้ำได้นำมาประชุมกันและวางแผนที่จะตามล่าหาคำตอบนับตั้งแต่เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งจากการติดตามข้อมูลมาระยะหนึ่งเราได้สืบทราบผู้ที่จะให้คำตอบ และมองว่าน่าจะเป็นคำตอบที่น่าเชื่อถือ ด้วยเพราะใช้หลักวิทยาศาสตร์ในการสมการโจทย์ปลาตาย
ผู้ที่จะมาให้คำตอบมีนามว่า ผศ.น.สพ.วิศณุ บุญญาวิวัฒน์ อาจารย์สังกัดภาควิชาเวชศาสตร์และทรัพยากรการผลิตสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ผู้ซึ่งได้ทำการติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวเหตุการณ์ปลาตายมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้ทำการประสานกับเหล่าบริษัทผู้ดำเนินธุรกิจในวงการปลาน้ำจืดหลายรายในการเก็บตัวอย่างปลาที่ตายในหลายพื้นที่ด้วยกันมาตรวจสอบ โดยปลาที่ตายนั้นหลังจากไปทำการตรวจสอบในเชิงวิทยาศาสตร์ และได้คำตอบที่สามารถระบุได้อย่างเป็นรูปธรรม ทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำจึงไม่รอช้าที่จะติดต่อไปยังอาจารย์ท่านนี้ ซึ่งท่านก็ให้ตอบรับที่จะให้สัมภาษณ์ ในวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ในเบื้องต้นทีมงานนิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำขอกล่าวขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้
และต่อไปนี้คือข้อมูลการให้สัมภาษณ์ของ ผศ.น.สพ.วิศณุ บุญญาวิวัฒน์ ที่ให้ข้อมูลกับทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำ
ในเรื่องของสถานการณ์ปลาตายตอนนี้ ซึ่งผมเองได้ประสานงานกับเหล่าบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในวงการปลาน้ำจืดโดยเฉพาะปลานิล หลายบริษัทด้วยกัน โดยบริษัทเหล่านี้ได้ส่งตัวอย่างปลาที่ตายมาให้ทำการตรวจ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่มีการนำมาตรวจนั้นมาจาก 3 พื้นที่การเลี้ยงด้วยกันและเป็นปลาที่ทำการเลี้ยงในกระชังทั้งหมด คือ กาจนบุรี สุพรรณบุรี และหนองคาย โดยผลการตรวจพบเจอเชื้อตัวเดียวกัน นั่นคือ แบคทีเรีย ที่มีชื่อว่า เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา (Edwardstella) และ แอโรโมแนส (Aromonas)
แต่โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่า สาเหตุที่ทำให้ปลาตายจริงๆ น่าจะมาจาก เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา เหตุผลเพราะ
1.สามารถแยกเชื้อชนิดนี้ได้จากทั้ง 3 ตัวอย่าง
2.ดูจากลักษณะภายนอกของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกัน คือ มีแผล เกร็ดจะหลุด
3.ดูจากลักษณะภายในของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกัน โดยเมื่อทำการผ่าซากจุดที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ ตับจะมีสีซีดและเห็นเส้นเลือดชัดเจน
4.ไม่น่าจะใช่ แอโรโมแนส เพราะเชื้อตัวนี้ตรวจพบในปลาตายค่อนข้างบ่อย สำหรับ แอโรโมแนส ถือว่าเป็นเชื้อฉวยโอกาส ในยามที่ปลาอ่อนแอไม่ว่าจะมาจากสาเหตุอะไรจะเจอ แอโรโมแนส ตลอด และที่ผ่านมาก็ไม่เคยพบว่าเชื้อตัวนี้ทำให้ปลาตายอย่างรุนแรงเหมือนตอนนี้
สำหรับในส่วนของลักษณะภายในที่เมื่อทำการผ่าซากแล้วพบตัวมีสีซีดนั้น น่าจะเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ดีที่สุดว่า ปลาที่ตายเกิดจาก เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา เพราะจากเชื้อที่ตรวจพบ 2 ตัว ในกลุ่มตัวอย่างจาก 3 พื้นที่การเลี้ยง โดยอีกตัวหนึ่ง คือ แอโรโมแนส ที่ผ่านมาปลาที่ตายแล้วตรวจพบ แอโรโมแนส ลักษณะของตับจะไม่เป็นอย่างนี้ โดยหลังจากที่นำตับไปทำการตรวจพบว่า ตับมีการอักเสบอย่างรุนแรงมาก
และมีข้อมูลที่น่าสนใจประการหนึ่งที่เกือบทำให้เกิดความผิดพลาดหลังจากที่มีการนำตับไปทำการเพาะเชื้อ คือ ในวันแรกของการเพาะเชื้อ จะพบ แอโรโมแนส แต่ในวันที่สองเจอเชื้อ เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา ในเพจเดียวกัน
สำหรับการพบ เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา ในปลานิลนั้น โดยส่วนตัวแล้วยอมรับว่าแปลกใจพอสมควร เพราะที่ผ่านมานั้นเชื้อตัวนี้ไม่เคยพบการระบาดในประเทศไทย โดยจากการสืบค้นข้อมูลมีรายงานว่าเชื้อตัวนี้เคยสร้างปัญหาในญี่ปุ่น แต่เจอในกลุ่มปลาน้ำเค็ม คือ ปลาไหลอุนางิ ส่วนในปลาน้ำจืดก็มีรายงานด้วยเช่นกัน จนในต่างประเทศมีการทำวัคซีนป้องกันเชื้อตัวนี้ขึ้นมา ส่วนในประเทศไทยถ้าในวงการปลาน้ำจืดถือว่าค่อนข้างใหม่ อย่างไรก็ตามเคยมีการพบเชื้อตัวนี้มาบ้างเช่นกัน แต่เป็นการพบในกบ ซึ่งไม่รุนแรงมากนัก ซึ่งจากรายงานต่างประเทศอาจจะสรุปได้ในเบื้องต้นว่าเชื้อตัวนี้จะสร้างปัญหาให้กับปลาน้ำจืดและน้ำเค็ม
และเมื่อเชื้อตัวนี้สามารถสร้างปัญหาให้ทั้งปลาน้ำจืดและน้ำเค็ม ถึงตรงนี้อาจจะมีการกังวลกันว่าเชื้อตัวนี้อาจจะสร้างความเสียหายให้กับสัตว์น้ำเศรษฐกิจตัวอื่นของประเทศไทย โดยเฉพาะกุ้งได้หรือไม่ เท่าที่ทำการศึกษาข้อมูลจากต่างประเทศยังไม่ได้รับรายงาน และโดยประการณ์ที่ทำงานอยู่ในวงการนี้มาพอสมควร โดยส่วนตัวเชื่อว่าไม่น่าจะไปสร้างปัญหา
โดยสรุปอาการที่เด่นชัดของปลาที่ติดเชื้อ เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา คือ มองจากลักษณะภายนอก ตัวจะเป็นแผล ตกเลือด เกร็ดหลุด ปลาเริ่มทยอยตาย โดยไซส์ปลาที่มีโอกาสสุ่มเสี่ยงต่อ เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา เท่าที่เจอตอนนี้ประมาณตัวละ 150 กรัมขึ้นไป ส่วนลักษณะภายใน ตับจะบวมหรือโตกว่าปกติ และมีสีซีด รวมไปถึงเห็นเส้นเลือดอย่างชัดเจน
มาถึงตรงนี้มีคำถามที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งที่ได้จากผลการตรวจ คือ ปลานิลที่ตายอย่างรุนแรงนั้น ปลาต้องติดเชื้อ เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา พร้อมกับ แอโรโมแนส ด้วยหรือไม่ โดยส่วนตัวแล้วมองว่า ไม่จำเป็น อย่างที่บอกไปว่า แอโรโมแนส เป็นเชื้อที่ฉวยโอกาส จึงพบเจอเชื้อตัวนี้ในปลาที่ตายค่อนข้างบ่อย และพบเจอบ่อยเช่นกันที่ตรวจเจอ แอโรโมแนส กับเชื้อตัวอื่นๆ ยกตัวอย่าง ในบ่อปลาดุกที่น้ำเริ่มเสีย แอมโมเนีย ไนไตร์ท สูงๆ และปลาเริ่มมีอาการว่ากำลังจะตาย หากนำปลาไปตรวจบ่อยครั้งจะเจอเชื้อ แอโรโมแนส โดยในส่วนของ แอโรโมแนส ยังไม่เคยมีรายงานว่า ทำให้ปลาตายอย่างรุนแรงอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
มามองต่อถึงความรุนแรงของเชื้อ เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา และ แอโรโมแนส ว่า ตัวไหนที่น่าจำทำให้ปลาตายอย่างรุนแรงอย่างที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ ถ้าเชื้อเฉพาะเชื้อแอโรโมแนส ผมมั่นใจว่าไม่ใช้สาเหตุที่ทำให้ปลาตายแน่นอน แต่ ณ วันนี้เจอ 2 ตัว คำตอบจึงขอใช้คำว่า น่าจะเป็นเอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา เหตุผลที่นำมาประกอบความน่าจะเป็น คือ จากกลุ่มตัวอย่าง 3 พื้นที่การเลี้ยงเจอเหมือนกันหมด และที่น่าสนใจ คือ กลุ่มตัวอย่างทั้ง 3 พื้นที่นั้น เป็นปลาที่มาจากคนละแหล่งน้ำกัน
มาถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยว่า เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา เป็นโรคตัวใหม่หรือไม่ คำตอบ คือ ไม่ใช่ จริงๆ แล้ว เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา มีอยู่ในประเทศไทยมานานแล้ว อย่างที่บอกไปว่า มีรายงานพบเชื้อตัวนี้ในกบ โดยเชื้อตัวนี้ในธรรมชาติสามารถตรวจเจอใน เลน น้ำ หรือ แม้แต่ในลำไส้ของปลาก็อาจพบเชื้อตัวนี้ได้เช่นกัน แต่มันจะก่อโรคได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับว่า มียีนก่อโรคหรือไม่ ขยายความก็คือ ปลาที่มีเชื้อ เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา นั้นไม่จำเป็นว่า ปลาตัวนั้นต้องตายเสมอไป ถ้าปลาตัวนั้นไม่มียีนก่อโรค เชื้อก็ไม่สามารถก่อโรคขึ้นมาได้
สำหรับความรุนแรงของ เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา นั้น เคยมีรายงานว่า มีการนำเชื้อฉีดเข้าไปในตัวปลา ปรากฏว่า ปลาชุดนั้นตายไปกว่า 70%
ตัวยีนนั้น อธิบายง่ายๆ คือ ผนังเซลส์ ของปลาที่ เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา สามารถไปเกาะได้ ถ้าไม่มีเซลส์ตัวนี้ เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา ก็ไม่มีที่เกาะหรือที่อาศัย มันก็ไม่สามารถที่จะก่อโรคได้ และตอนนี้งานที่ผมกำลังทำต่อเนื่องกันไป คือ เชื้อที่เจอในตัวปลา กับเชื้อที่ได้จากธรรมชาติ จะมีความต่างกันอย่างไรบ้าง
มาถึงจุดนี้มีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและต้องมีการศึกษาข้อมูลต่อไป คือ อยู่ดีๆ ทำไม เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา จึงสร้างความเสียให้กับปลานิลหนักขนาดนี้ โดยหากตั้งข้อสันนิษฐานกันว่าเกิดจากอะไรนั้น
เราอ้างอิงการระบาดของโรคในวงการกุ้ง ซึ่งเชื่อว่าคนที่อยู่ในวงการสัตว์น้ำมานานน่าจะพอทราบการระบาดของโรคตัวแดงดวงขาว ในปีที่เกิดรุนแรงหนัก ได้สร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างหนักพอสมควร ถ้าผมจำข้อมูลไม่ผิดภายใน 3 เดือน กุ้งตายกันทั่วประเทศ สาเหตุสำคัญที่มีการวิเคราะห์กัน คือ พันธุ์กุ้ง
ดังนั้นในส่วนของปลานิลที่เจอ เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา สร้างปัญหานั้น ตอนนี้ก็มองว่าน่าจะมาจาก พันธุ์ปลาเช่นกัน เพราะว่า หากมองจากสาเหตุอื่น มีคำถามว่าจะมีสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้การระบาดของโรคไปเร็วขนาดนี้ถ้าไม่ใช่พันธุ์ปลา ยิ่งถ้านำข้อมูลในส่วนที่อยู่อาศัยของเชื้อ เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา พบว่ามันอยู่ในลำไส้ของปลา ก็มีความเป็นไปได้สูง
มองต่อเนื่องไป ก็ต้องไปดูในส่วนของพ่อแม่พันธุ์ จากที่หลายคนมีการตั้งคำถามว่า เชื้อตัวนี้มาจากพ่อแม่พันธุ์ที่มีการนำเข้ามาเพื่อปรับปรุงพันธุ์นั้น เป็นไปได้หรือไม่ คำตอบคือ เป็นไปได้ เพราะถ้าลูกพันธุ์มีปัญหา แน่นอนว่า ปัญหานั้นต้องมาจากพ่อแม่พันธุ์
แต่ทั้งหมดที่กล่าวมา เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา จะสร้างความเสียหายให้กับปลา ต้องมีปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ ความเครียดของปลา ซึ่งเกิดมาจาก คุณภาพน้ำ สภาพอากาศ ความแน่นอนของพื้นที่ที่ปลาอาศัย โดยถ้ามองจากจุดนี้ก็น่าจะมีความชัดเจนอีกประการหนึ่งว่า การลงปลาที่หนาแน่นเกินไป ก็จะส่งผลหรือเป็นเหตุโน้มนำให้ เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา สร้างปัญหาให้กับปลานิลในกระชัง
อย่างไรก็ดีที่กล่าวมาเกี่ยวกับ เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา ในเบื้องต้น ถ้าอ้างอิงผลในเชิงวิทยาศาสตร์ อาจจะตอบคำถามได้ในระดับหนึ่งว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ปลาตาย แต่ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกัน ไม่ว่าจะเป็น เหตุผลที่ว่าทำไมเชื้อตัวนี้จึงสร้างปัญหาอย่างรุนแรง ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เชื้อพร้อมจะสร้างปัญหา พันธุ์ปลาคือสาเหตุใช้หรือไม่ เชื้อนี้จะสร้างปัญหาหนักในช่วงใด เหล่านี้ต้องมีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป
หรือถ้าเราจะคุยกันถึงเรื่องของการตรวจพ่อแม่พันธุ์ และพันธุ์ปลา เหมือนอย่างในวงการกุ้ง ณ ตอนนี้ประเทศไทยเราอาจมีเครื่องมือที่พร้อม แต่ผมขอใช้คำว่า เทคนิคในการตรวจเรายังไม่พร้อม ขยายความตรงนี้ คือ เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา ไม่เหมือนกับ โรคที่เกิดกับกุ้ง ไม่ว่าจะเป็น ตัวแดง หัวเหลือง หรือทอร่า ที่ตรวจเจอแล้ว ทั้งพ่อแม่พันธุ์ หรือลูกพันธุ์จะทิ้งหมด เพราะโอกาสเสียหายมีสูงมาก แต่ปลาที่มีเชื้อ เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา อาจจะไม่เป็นเช่นนั้น ตัวที่ตรวจเจอเชื้อ แต่อาจไม่ก่อโรคก็เป็นได้ เพราะเอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา มีทั้งตัวที่ก่อโรคและไม่ก่อโรค ซึ่งตรงนี้ก็เราก็ยังไม่เทคนิคที่ระบุลงไปอย่างชัดเจนว่าว่า เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา ที่ตรวจเจอ เป็นตัวก่อโรคหรือไม่ก่อโรค สมมติว่าเราตรวจ พ่อแม่พันธุ์หรือสุ่มตรวจลูกพันธุ์แล้วเจอเชื้อ ถ้าทำเหมือนกุ้ง คือ ทิ้งทั้งหมด ความสูญเสียจะมหาศาล เพราะเอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา เป็นเชื้อที่มีอยู่ในธรรมชาติ ตรวจไปก็เจอ ถ้าจะทำให้ปลอดเชื้อก็ต้องเริ่มต้นกันตั้งแต่ต้นน้ำเหมือนทำกับกุ้ง นั่นคือทำระบบปิด ปลอดเชื้อ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คงไม่มีใครกล้าลงทุนเพราะมูลค่ากุ้งกับปลาต่างกัน
และที่ทุกคนสนใจตอนนี้ คือ เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา เป็นโรคระบาดใช่หรือไม่ ถ้ากระชังนาย ก. ปลาไม่ติดเชื้อ แต่กระชังนาย ข. ซึ่งเลี้ยงในแหล่งน้ำเดียวกัน ติดเชื้อและมีอาการตาย ปลาของนาย ก. มีโอกาสติดเชื้อหรือไม่ โดยส่วนตัวมองว่ามีโอกาส
อย่างไรก็ตามที่ผมกล่าวมาทั้งหมด คือ สมติฐาน ที่เราต้องหาคำตอบกันต่อไป ซึ่งต้องขอฝากให้บรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน ต้องเร่งหาคำตอบ
ในส่วนของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา สิ่งที่ทำได้ ณ ตอนนี้แนะนำว่า ควรปล่อยปลาให้บางลง ซึ่งเท่าที่เจอ กระชังที่ลงปลาบาง แทบพบการตายน้อยมาก จนแทบไม่พบเลย แม้ในพื้นที่นั้นๆ เจอการตายของปลาอย่างรุนแรง ซึ่งการลงปลาบางเกษตรกรผู้เลี้ยงบางคนมองว่าไม่คุ้ม แต่กับราคาปลาตอนนี้อยากให้ลองคำนวณดูว่าคุ้มกันหรือไม่ กับปลาที่ลงไปแล้วมีโอกาสสุ่มเสี่ยงต่อการตายสูงกับจับปริมาณปลาได้น้อยๆ แต่ยังพอมีกำไรในระดับที่พออยู่ได้ จะเลือกอย่างไร โดยเท่าที่มีโอกาสคุยกับกลุ่มบริษัทที่ประสานงานด้วยนั้น ต่างให้ข้อมูลที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ปีนี้ราคาน่าจะดีทั้งปี และภาวะราคาที่ดีน่าจะเลยไปถึงปีหน้าด้วย พร้อมกันนี้เรื่องของความสะอาดตัวกระชังก็เป็นสิ่งสำคัญ ผู้เลี้ยงต้องเอาใจใส่ดูแล ส่วนตัวยาที่สามารถนำมาใช้ได้หรือน่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ จะเป็นกลุ่มพวกสารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
ข้อมูลจากการให้สัมภาษณ์ของ ผศ.น.สพ.วิศณุ บุญญาวิวัฒน์ ณ วันนี้จะเป็นคำตอบสุดท้ายของเหตุที่ทำให้ปลาตายหรือไม่นั้น แต่อย่างน้อย ณ วันนี้วงการปลานิลเราก็ได้คำตอบตั้งต้นข้อหนึ่งแล้ว แต่จากคำตอบได้กลายเป็นโจทย์อีกหลายข้อด้วยกันที่ต้องหาคำตอบกันต่อไป ซึ่งคงต้องฝากให้เป็นวาระเร่งด่วนที่บรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะกรมประมง ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ตรงนี้โดยตรง ส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทั้งหลาย อย่างที่ ผศ.น.สพ.วิศณุ แนะนำท่านจะเชื่อข้อมูลนี้หรือไม่ แต่แนวปฏิบัติในการเลี้ยงปลาตอนนี้ควรจะลดปริมาณการลงปลา ด้วยเพราะข้อมูลในพื้นที่การเลี้ยงจริง ผู้ที่เลี้ยงผ่านแม้ว่าในแหล่งน้ำนั้นๆ มีการตายของปลา คือการลงปลาที่บางลง ซึ่งเชื่อว่าด้วยราคาปลา ณ ตอนนี้ถ้าท่านเลี้ยงผ่าน อัตรารอดไม่ต่ำกว่า 80% ท่านมีกำไรแน่นอน
ทิ้งท้ายก่อนจากกัน หากผู้ประกอบในวงการปลานิลท่านใดสนใจเข้าร่วมการเสวนา ตามล่าวายร้าย ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุปลาตาย ติดต่อมาได้ที่ 02-9121592 สวัสดีครับ
 
|
|