| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ::แนวทางการเลี้ยงกุ้งตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 14/08/2008-16:29 GMT+7  
โดย...วราห์ เทพาหุดี ชลอ ลิ้มสุวรรณ และนิติ ชูเชิด
อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งในประเทศทำเงินรายได้เข้าประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาท ตลอดกระบวนการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำ คือโรงเพาะฟัก ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ผู้ผลิตอาหารและปัจจัยต่าง ๆ ในการผลิต จนถึงห้องเย็นหรือโรงงานแปรรูป มีผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การผลิตมากกว่า 1 ล้านคน แม้ว่าประเทศไทยเป็นผู้นำในด้านการส่งออกตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2534 จนถึงปัจจุบันนี้ แต่มีเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจำนวนมากประสบปัญหาการขาดทุนและเลิกกิจการ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในระยะเวลาตั้งแต่มีการปรับเปลี่ยนจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งเป็นกุ้งที่มีการเลี้ยงและมีผลผลิตออกมามากจากทั่วโลก ทำให้มีการแข่งขันมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ราคาตกต่ำในขณะที่ต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้น จากวิกฤตราคาน้ำมัน และอาหารกุ้งที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ซื้อกุ้งรายใหญ่ที่สุดจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่สภาวะถดถอย ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมนี้ทั้งหมด การนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติ จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสม ที่จะทำให้อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งของประเทศไทยมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
ทั้งนี้หลักปรัชญาดังกล่าวประกอบด้วยหลักการที่สำคัญ 3 ส่วน คือ
1. ทางสายกลาง คือ ความพอเพียง ความพอประมาณ การเลี้ยงกุ้งที่ไม่ได้ผลตามเป้าหมายในอดีตที่ผ่านมาส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากกิเลส และความโลภที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเกษตรกรไม่ดูศักยภาพของตนเองว่ามีความพอเพียงและความพอดีอยู่ตรงไหน ดังนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจึงต้องรู้จักความพอเพียงและพอประมาณ
2. มีเหตุผล การเลี้ยงกุ้งแต่ละรอบจะมีความแตกต่างกันตามสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงเกษตรกรต้องใช้เหตุและผลทางวิชาการ ต้องรู้ว่าพื้นที่ของตนเอง ช่วงใดมีความเหมาะสมในการเลี้ยงและควรจะปล่อยลูกกุ้งมากน้อยเท่าไร จึงจะพอเหมาะ กับความรู้ความสามารถของตนเองและอุปกรณ์ที่มีอยู่ ตัวอย่างเช่น ถ้าจะเลี้ยงเพื่อผลิตกุ้งขนาดใหญ่ ต้องปล่อยลูกกุ้ง ในอัตราความหนาแน่นที่ต่ำกว่าการเลี้ยงที่ผลิตกุ้งขนาดเล็กกว่า และการเลี้ยงกุ้งด้วยน้ำความเค็มต่ำ ไม่สามารถเลี้ยง ในอัตราความหนาแน่นเช่นเดียวกับที่เลี้ยงด้วยน้ำความเค็มปกติ
3. มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ในการเลี้ยงกุ้ง ภูมิคุ้มกันคือการป้องกันความเสี่ยงหรือลดความเสี่ยงจากผลกระทบ เมื่อมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากสถานการณ์ต่าง ๆ ในยุคโลกาภิวัฒน์ (globalization) เช่น ค่าต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบอาหารที่สูงขึ้น อีกทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้ราคากุ้งที่เกษตรกรได้รับลดลง การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศจากสภาวะโลกร้อน (global warming) ที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และมีผลกระทบต่อการเลี้ยงกุ้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เกษตรกรจะลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างไร การเลี้ยงกุ้งจะต้องเพิ่มความรอบคอบมากขึ้น เกษตรกรต้องมีการพัฒนาหาความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้
สำหรับแนวทางการเลี้ยงกุ้งโดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน คือ
1. การเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมร่วมกับการเลี้ยงปลานิล
การเลี้ยงกุ้งแบบนี้เหมาะสมในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในภาคกลาง ซึ่งเกษตรรายย่อยจำนวนมากมีอาชีพเลี้ยงปลาสลิดหรือปลานิลมาก่อน โดยใช้แหล่งน้ำธรรมชาติที่มีความเค็มบางฤดูกาล เป้าหมายของการผลิตเพื่อให้มีรายได้เพียงพอสำหรับครอบครัว โดยจะปล่อยลูกกุ้งขาวระยะไม่ต่ำกว่าโพสลาวาร์ 12 (พี 12) ที่ผ่านการปรับความเค็มมาแล้วใกล้เคียงกับน้ำในบ่อเลี้ยงในอัตราความหนาแน่น ระหว่าง10,000-15,000 ตัวต่อไร่ หลังจากปล่อยลูกกุ้งไปแล้ว 1 สัปดาห์ จึงปล่อยลูกปลานิลแปลงเพศขนาด 1-2 เซนติเมตร ในอัตราความหนาแน่น 1,500 ตัวต่อไร่ การให้อาหารจะให้อาหารเฉพาะปลาเท่านั้น ส่วนกุ้งขาวแวนนาไมจะอาศัยอาหารธรรมชาติในบ่อ และอาจจะมีการปล่อยลูกกุ้งขาวเสริมเป็นช่วงๆ เช่นในช่วงอายุการเลี้ยง 80-90 วัน และ 100-120 วัน เพื่อเพิ่มปริมาณกุ้งก็ได้ ในระหว่างการเลี้ยงจะทยอยจับกุ้งที่มีขนาดใหญ่โดยใช้อวนหรือลอบจับกุ้ง ส่วนปลาจะจับเพียงครั้งเดียว เมื่อสิ้นสุดการเลี้ยงซึ่งใช้เวลานานประมาณ 6-7 เดือน จะได้ปลาที่มีขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับการเลี้ยงปลาตามปกติ ซึ่งรายได้จากการขายกุ้งจะมากกว่าการขายปลาทำให้มีรายได้รวมมากกว่าการเลี้ยงปลาเพียงอย่างเดียว
ตารางแสดง การเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมร่วมกับปลานิล
ข้อควรพิจารณา
การเลี้ยงวิธีนี้เกษตรกรควรมีเครื่องให้อากาศอย่างน้อย 1 เครื่อง เพื่อป้องกันการขาดออกซิเจนในบางช่วงเวลา การใช้ลอบจับกุ้งจะช่วยลดปัญหาการฟุ้งกระจายของตะกอนพื้นบ่อได้ดีกว่าการลากอวน หลังจากการเลี้ยงแต่ละรอบควรตากบ่อให้เพียงพอ เพื่อบำบัดเลนตะกอนพื้นบ่อก่อนการเลี้ยงรอบต่อไป
2. การเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมต้นทุนต่ำด้วยน้ำความเค็มต่ำ
การเลี้ยงกุ้งแบบนี้เหมาะสมกับเกษตรกรรายย่อยในแถบพื้นที่ภาคกลางซึ่งมีอาชีพเลี้ยงปลาน้ำจืดแต่ประสบปัญหาราคาปลาตกต่ำ จึงเปลี่ยนมาเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมโดยอาศัยน้ำจากแม่น้ำลำคลองตามธรรมชาติ ซึ่งมีความเค็มต่ำประมาณ 1-2 พีพีที ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าการเลี้ยงปลา วิธีเลี้ยงแบบนี้ เกษตรกรควรสร้างอาหารธรรมชาติก่อนปล่อยลูกกุ้ง โดยสูบน้ำผ่านถุงกรองเข้าไปในบ่อจนได้ระดับความลึก 0.8- 1.0 เมตร จากนั้นเติม อามิ-อามิ ในปริมาณ 50-60 ลิตรต่อไร่ ทิ้งไว้ 2-4 วัน จนกระทั่งมีอาหารธรรมชาติเกิดขึ้น จึงปล่อยลูกกุ้งขาวระยะไม่ต่ำกว่าโพสลาร์วา 12(พี 12)ซึ่งผ่านการปรับ ความเค็ม ลงมา ให้ใกล้เคียงกับความเค็มของน้ำในบ่อเลี้ยงในอัตราความหนาแน่นไม่เกิน 40,000 ตัวต่อไร่ การให้อาหาร ระยะแรกใช้ รำละเอียด 0.5 กิโลกรัมต่อลูกกุ้ง 100,000 ตัว วันละ 1-2 มื้อ เมื่ออาหารธรรมชาติหมดประมาณ 14-21 วัน จะเริ่มให้อาหาร สำเร็จรูปและเริ่มใช้จุลินทรีย์หมัก EM (effective microorganism) 1 ลิตร ในถังที่มีกากน้ำตาล 1 ลิตร และน้ำ 20 ลิตร ทิ้งไว้ 3-5 วัน จึงนำมาเติมลงไปในบ่อเลี้ยงกุ้งในอัตรา 10 ลิตรต่อไร่ ทุกๆ 7 วัน เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำและ เป็นการ สร้างอาหาร ธรรมชาติในบ่อให้เหมาะสม วิธีการเลี้ยงแบบนี้จะช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนค่าอาหารไปได้มาก
ตารางแสดง การเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมด้วยน้ำความเค็มต่ำ
ข้อควรพิจารณา
การเลี้ยงกุ้งในน้ำความเค็มต่ำมาก เกษตรกรควรจะอนุบาลลูกกุ้งในคอกพลาสติกที่มีความเค็มไม่ต่ำกว่า 3 พีพีที ประมาณ 5-7 วันก่อนปล่อยออกสู่บ่อเลี้ยง ซึ่งน้ำในคอกจะมีปริมาณอิออนที่สำคัญสูงกว่าน้ำในบ่อเลี้ยง จะทำให้ลูกกุ้งมีอัตราการรอดตายสูงกว่า และให้ผลผลิตที่สูงกว่าการปล่อยลูกกุ้งโดยตรงในน้ำที่มีความเค็มต่ำมากและควรมีการเสริมเกลือแร่ในช่วงที่กุ้งลอกคราบ จะทำให้กุ้งแข็งแรงและมีการเจริญเติบโตดี
3. การเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมร่วมกับสาหร่ายไส้ไก่ (Ulva intestinalis)
การเลี้ยงกุ้งร่วมกับสาหร่ายไส้ไก่ตามแนวทางของคุณประยูร หงส์รัตน์ เจ้าของสุรีรัตน์ฟาร์มนั้นสามารถลดต้นทุนในการผลิตได้มากเนื่องจากไม่มีการให้อาหารในระยะแรก สามารถนำไปปฏิบัติได้ง่าย ใช้ได้ทั้งกับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำและกุ้งขาวแวนนาไม โดยกุ้งที่เลี้ยงร่วมกับสาหร่ายไส้ไก่มีอัตราการรอดตายและการเจริญเติบโตดี วิธีการนี้เหมาะสมกับพื้นที่ที่มีความเค็มของน้ำตั้งแต่ 0-15 พีพีที ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของสาหร่ายไส้ไก่ ที่สำคัญลักษณะพื้นบ่อควรมีเปลือกหอยหรือเศษก้อนหินหรือวัสดุเล็กๆ ที่สาหร่ายสามารถยึดเกาะได้กระจายอยู่บนพื้นบ่อ โดยหลังเสร็จสิ้นการเลี้ยงเกษตรกรไม่ควรตากบ่อ แต่ควรนำน้ำเข้าหลังจากนั้นจะหว่านสาหร่ายไส้ไก่ลงไป ในบ่อในอัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ปุ๋ยร็อค-ฟอสเฟต ( rock-phosphate) ในอัตราประมาณ 250 กิโลกรัมต่อไร่ ทิ้งไว้จนกระทั่งสาหร่ายเจริญเติบโตและมีปริมาณสาหร่ายไม่ต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่บ่อ ซึ่งสามารถทำให้มีอาหารธรรมชาติเพียงพอสำหรับลูกกุ้งในระยะแรก จากนั้นจึงปล่อยลูกกุ้งขาวในอัตราความหนาแน่นประมาณ 40,000-60,000 ตัวต่อไร่ ไม่มีการให้อาหารกุ้งจนกระทั่งสาหร่าย ในบ่อมีปริมาณน้อยมาก หรือกุ้งเริ่มคุ้ยหาอาหาร (ประมาณ 30-50 วัน หลังจากปล่อยลูกกุ้ง) จึงเริ่มหัดให้กุ้งกินอาหารสำเร็จรูป โดยให้อาหารเพียงเล็กน้อยวันละ 2 มื้อ จากนั้นจึงเริ่มเช็คยอ และปรับอาหารภายในยอ
ตารางแสดง การเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมร่วมกับสาหร่ายไส้ไก่
ข้อควรพิจารณา
สภาพพื้นบ่อเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของสาหร่ายไส้ไก่ ถ้าพื้นบ่อที่เป็นดินร่วนมีเปลือกหอย และเศษหินน้อยไม่เพียงพอต่อการยึดเกาะของสาหร่าย จะทำให้สาหร่ายเจริญเติบโตได้ไม่ดีและลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว การเตรียมบ่อก่อนการเลี้ยงแต่ละครั้ง เกษตรกรไม่ควรตากบ่อก่อนเพราะจะทำให้สารอินทรีย์ในบ่อย่อยสลายไปส่วนหนึ่ง ทำให้สาหร่ายเจริญได้ไม่ค่อยดี
 
|
|