| ผู้ที่โพสต์ |
สหรัฐแพ้เอดีไทย อียูระงับสินค้าสัตว์น้ำมาเลย์ 2 ปัจจัยบวกด้านการตลาด |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 14/08/2008-16:31 GMT+7  
เมืองไทยเราเป็นอย่างไรบ้างหนอ ยังมีการประท้วงกันอยู่หรือป่าว ซึ่งจริงๆ แล้วผมก็พอรู้ว่ายังมีการประท้วง ยังมีเรื่องการเมืองที่ไม่รู้ว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร ขอบอกว่าการเมืองไทยเป็นเรื่องที่ต่างชาติสนใจไม่ใช่น้อยเช่นกันนะครับ หรือเรื่องล่าสุดที่เกิดขึ้น นั่นคือ ปราสาทพระวิหาร ต่างชาติหลายคนที่ผมคุยด้วยก็สนใจเช่นกัน
ที่เขียนอย่างนี้เพราะผมไม่ได้กลับเมื่อไทยเดือนกว่าๆ แล้ว เดือนที่แล้วอยู่จีน เดือนนี้บินมาอินโดนีเซีย และกะว่ากลางๆ เดือนกรกฎาคมจะบินไปเกาหลีหรือญี่ปุ่น เหตุที่ชีพจรลงเท้าบ่อยช่วงนี้ ไม่มีอะไรมากครับ แค่ต้องการวิ่งหาตลาดกุ้งเท่านั้นเอง ยิ่งตัวเล็กๆ อย่างผมทำธุรกิจไม่ใหญ่โตเหมือนห้องเย็นใหญ่ ไม่มีพาวเวอร์มากนัก ลูกค้าประจำก็แทบไม่มีเลย ช่วงภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ต้องทำงานหนักหน่อย กว่าจะขายกุ้งได้แต่ละล็อตเหนื่อยแทบเลือดตากระเด็น สำหรับสาเหตุที่ผมเน้นวิ่งทำตลาดในเอเชียเป็นหลัก โดยเฉพาะเกาหลี จีน และญี่ปุ่น เพราะสินค้าสัตว์น้ำและสินค้าเกษตรหลายตัวด้วยกันถูกจีนดึงเพื่อนำไปใช้ในงานกีฬาโอลิมปิคส์ครับ ช่วงนี้ถ้าฟรุคได้ไปเจอกับกลุ่มลูกค้าเกรดบนน่าจะมีกำไรพอสมควรเลย ซึ่งในการทำธุรกิจแบบผมตอนนี้มีเยอะเลยครับ โดยเฉพาะกลุ่มคนไทยและเวียดนาม ซึ่งถือว่าเป็น 2 ประเทศที่สินค้าการเกษตรหลายตัวด้วยกันคุณภาพเป็นที่ยอมรับจากกลุ่มผู้บริโภค แถมราคายังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้
สำหรับข่าวคราวความเคลื่อนไหวที่นำมาเสนอในฉบับนี้มี 2 เหตุการณ์ด้วยกัน ซึ่งจริงแล้วอยากจะเขียนถึงสัก 4 หน้าด้วยกัน แต่ด้วยพื้นที่สัมปทานมีแค่นี้เลยขอนำมากล่าวสรุปเอาแต่เนื้อๆ ก็แล้วกัน แต่ถึงยังไงเชื่อว่า ข้อมูลที่ผมได้นำมาเสนอคงมีสื่ออีกหลายฉบับด้วยกันนำมาเสนอ
เริ่มกันที่ข่าวแรกกันเลยละกันครับ เป็นเรื่องของ ภาษีเอดี ซึ่งเชื่อว่าหลายคนกำลังตั้งใจคอยผลการตัดสินกันอย่างใจจดใจจ่อแน่เลย เหตุเพราะผลการตัดสินนั้นหมายถึงโอกาสที่สดใสหรือมืดมดในตลาดหมายเลขหนึ่งกุ้งไทยนั่นคือ สหรัฐอเมริกา
และจริงๆ แล้วผมเองก็เกือบลืมข่าวนี้ไปแล้วถ้าไม่ได้รับการบอกเล่าจากเพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งมีความรอบรู้เรื่องหุ้นให้ข้อมูลกับผมว่า เมื่อประมาณวันที่ 17 หรือ 18 กค. ที่ผ่านมาราคาหุ้นของ บริษัทที่ทำธุรกิจในด้านสัตว์น้ำสูงขึ้น โดยบริษัทที่ว่า คือ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร(CPF) บวกขึ้นมา 4.17% อยู่ที่ 3.50 บาท , บมจ.ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์(TUF) บวก 2.55% มาที่ 16.10 บาท และ บมจ.ซีเฟรชอินดัสตรี (CFRESH) บวก 5.48% อยู่ที่ 1.54 บาท โดยเขาโทรมาเล่าให้ผมฟังว่ามีบริษัทที่ทำการวิเคราะห์การซื้อขายหุ้น ได้ทำการวิเคราะห์ว่า ช่วงนี้หุ้นของทั้ง 3 บริษัทนี้น่าสนใจมาก นักลงทุนน่าจะมีการช้อนซื้อไว้ ซึ่งนอกจากโทรมาเล่าแล้วเพื่อนเลยถือโอกาสสอบถามผมว่าเกิดอะไรขึ้นในวงการนี้ ทำไมราคาหุ้นจึงขยับสูงขึ้นด้วยเพราะเห็นว่าผมทำธุรกิจในด้านนี้ ผมเลยโทรไปหาเพื่อนๆ ซึ่งหลายคนก็ให้ข้อมูลมาต่างๆ นานา ที่น่าสนใจ คือ เรื่องของภาษีเอดีครับ
โดยเมื่อวันที่ 16 กค. 2551 ที่ผ่านมา ศาลสูงสุดขององค์การการค้าโลก(ดับบลิวทีโอ) สนับสนุนคำตัดสินส่วนใหญ่ในครั้งก่อน ที่ต่อต้านสหรัฐใน 2 คดี ที่ร้องเรียนโดยอินเดียและไทยเกี่ยวกับการนำเข้ากุ้ง โดยระบุว่า ข้อกำหนดของสหรัฐที่จะให้ไทยและอินเดีย วางเงินค้ำประกันที่ครอบคลุมค่าภาษีต้านการทุ่มตลาด (เอดี) ทั้งหมดต่อการนำเข้ากุ้ง ไม่สอดคล้องกับกฎของดับบลิวทีโอ เกี่ยวกับแนวทางในการปฏิบัติต่อการนำเข้าที่มีราคาไม่เป็นธรรม และควรจะมีการแก้ไข หรือกล่าวโดยสรุป คือ สหรัฐถูกตัดสินให้แพ้ไทยและอินเดีย
เอาเป็นว่าผมจะลำดับเรื่องราวในที่มาที่ไปของเอดีและเหตุผลที่ผู้ส่งออกไทยต้องวางเงินค้ำประกันเมื่อต้องส่งกุ้งเข้าไปขายในสหรัฐเพื่อที่จะให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบเรื่องราวทั้งหมดก่อนที่จะมาถึงวันนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งบางท่านซึ่งในตอนที่ผมไปลงพื้นที่นั้นทราบมาว่ายังไม่ทราบที่มาที่ไปของเอดีเลย หลายคนถามผมว่าเอดีมันมีผลอะไรต่อตลาดกุ้งทำไมห้องเย็นนำมากล่าวถึงบ่อยจัง
สำหรับเรื่องราวของเอดีเกิดขึ้นมาเมื่อปี 2546 กลุ่มพันธมิตรชาวประมงกุ้งภาคใต้ 8 มลรัฐ(Southern Shrimp Alliance : SSA) ของสหรัฐฯได้ยื่นฟ้อง 6 ประเทศผู้ส่งออกกุ้งต่อกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ในปี 2546 ได้แก่ไทย อินเดีย จีน เวียดนาม บราซิล และเอกวาดอร์ กล่าวหามีการทุ่มตลาดสินค้ากุ้งหรือขายกุ้งในราคาถูกทำให้อุตสาหกรรมกุ้งภายใน ของสหรัฐฯได้รับความเสียหาย ทำให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯได้ทำการไต่สวนและตัดสินว่ามีมูล จึงได้ประกาศอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด(เอดี)ในเดือนธันวาคม 2547 โดยในส่วนของไทยต้องเสียภาษีเอดีเฉลี่ยทั้งประเทศที่ 6.03% และในเวลาต่อมา สหรัฐได้คำนวณส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดใหม่ และประกาศให้ไทยเสียภาษีเอดีเฉลี่ยทั้งประเทศในอัตรา 5.95% และในปีล่าสุดจากการทบทวนประจำปีเบื้องต้นไทยเสียภาษีเฉลี่ยทั้งประเทศที่อัตรา 6.09%
และนอกจากการเรียกเก็บภาษีเอดีแล้ว สหรัฐฯได้นำมาตรการซีโรอิ้งมาใช้ในการคำนวณการส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด โดยกรณีที่ราคาขายในประเทศผู้ผลิตสูงกว่าราคาส่งออกจะทำให้ส่วนต่างดังกล่าวมีค่าเป็นบวก สหรัฐฯจะนำส่วนต่างนี้มาคำนวณอัตราเอดี ขณะที่กรณีราคาขายในประเทศผู้ผลิตต่ำกว่าราคาส่งออก ส่วนต่างจะมีค่าเป็นลบ แต่สหรัฐฯจะตีค่าส่วนต่างที่ติดลบให้เป็นศูนย์(ซีโรอิ้ง) ทำให้เมื่อนำค่าส่วนต่างทั้งหมดมารวมกันเพื่อคำนวณอัตราเอดี ทำให้ไทยต้องเสียภาษีสูงกว่าความเป็นจริง
นอกจากนี้ยังได้บังคับให้ผู้นำเข้าต้องวางซี-บอนด์ค้ำประกันการนำเข้าในอัตรา 100% ของอัตราภาษีเอดีที่ถูกเรียกเก็บในปีก่อน ทำให้ผู้ส่งออกของไทยมีภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่สูงขึ้นมาก จนบางรายไม่สามารถรับภาระได้ถึงขั้นต้องเลิกการส่งออกกุ้งไปสหรัฐฯ
ในส่วนของประเทศไทยนั้นหลังจากที่เราต้องผจญอยู่กับกฎระเบียบนี้มาหลายปีด้วยกัน ในปี 2549 ไทยได้ยื่นเรื่องนี้ต่อ WTO เพื่อให้มาตัดสินว่าสิ่งที่สหรัฐทำนั้นเป็นการทำผิดหลักเกณฑ์ทางการค้าของ WTO โดยหลังจากที่มีการไต่สวนปรากฏว่า WTO ตัดสินให้สหรัฐเป็นฝ่ายแพ้ ซึ่งมีการประกาศออกมาเมื่อ ตุลาคม 2550 แต่สหรัฐยังคงไม่ยอมแพ้จึงได้ทำการยื่นอุธรณ์คำตัดสินอีกครั้ง ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2551 ที่ผ่าน ทาง WTO ก็ยังยืนยันคำตัดสินเดิม นั่นคือ ไทยเป็นฝ่ายชนะคดี สหรัฐต้องยกเลิกมาตรการบังคับการวางพันธบัตรค้ำประกับ (ซี-บอนด์) การนำเข้าสินค้ากุ้ง และมาตรการซีโรอิ้ง ในการคำนวณส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด (เอดี) สินค้ากุ้งจากประเทศไทย
จากคำตัดสินของ WTO แน่นอนว่าภาระค่าใช้จ่ายของผู้ส่งออกกุ้งไทย ที่ทำการส่งกุ้งไปยังสหรัฐยอมลดลง ซึ่งมีตัวเลขที่น่าสนใจคือ เงินค้ำประกันที่ผู้ส่งออกต้องนำไปวางต่อกรมศุลกากรสหรัฐฯ ทุกปีเพื่อประกันความเสี่ยงการเลี่ยงภาษีเริ่มตั้งแต่ปี 2548 คิดเป็นเงินรวมกันทุกบริษัทประมาณราว 12,000 ล้านบาท ส่วนเอดีนั้นโอกาสที่ประเทศไทยจะเหลือ 0% ก็มีความเป็นไปได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ในทางทฤษฎีโอกาสทางการตลาดกุ้งไทยจะสดใสขึ้นในตลาดอเมริกา เพราะศักยภาพในการแข่งขันของไทยจะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่ส่งกุ้งเข้าสหรัฐ แต่ในทางปฏิบัตินั้น โดยส่วนตัวมองว่ามหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาคงไม่ยอมง่ายๆ แน่ จึงอาจมีการใช้กำลังภายในหรือออกมาตรการอะไรสักอย่างเพื่อให้ตนเองได้เปรียบประเทศคู่ค้า
ข่าวที่สอง เป็นสถานการณ์เกิดขึ้นในมาเลเซีย ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของเรานี้เอง ซึ่งมาเลเซียช่วงหลังให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกุ้งและปลา ผมทราบข่าวจากเพื่อนฝูงว่า ตอนนี้มีฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในมาเลเซียเกิดขึ้นเยอะมา โดยฟาร์มที่เกิดขึ้นมีทั้งเป็นของคนมาเลเซียเอง และมีชาวต่างชาติเข้าไปร่วมลงทุน โดยหนึ่งในชาวต่างชาติที่ว่าคือ คนไทยเราเองครับ
สำหรับเหตุการณ์ที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในมาเลเซีย คือ การที่ทางอียูหรือกลุ่มสหภาพยุโรปได้ระงับนำเข้าอาหารทะเล ทั้งกุ้งสด และปลาหมึกสด จากมาเลเซีย เป็นเวลา 3 เดือน เพราะตรวจพบว่า โรงงานอาหารทะเลส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนด ซึ่งมาตรฐานที่ว่า คือเรือประมงต้องมีตู้แช่เย็นและมีระบบการรักษาความสะอาดที่เหมาะสม
โดยผลกระทบที่จะตามมานั้น นักวิเคราะห์เศรษฐกิจวิเคราะห์ว่าอาจทำให้มาเลเซียสูญเสียรายได้ประมาณ 1,000 ล้านริงกิต หรือถ้าคิดเป็นเงินไทยซึ่งผมพอทราบคร่าวๆ ว่า 1 ริงกิตอยู่ประมาณ 9-10 บาท ดังนั้น น่าจะตกราว 9,000-10,000 ล้านบาท และแน่นอนว่าผลในด้านบวกที่จะตามมาในส่วนของประเทศไทยนั่นคือ โอกาสทางด้านการตลาดที่จะเพิ่มขึ้น ด้วยเพราะเมื่อมองจากระยะเวลา 3 เดือนนับจากนี้ไปจะเข้าช่วงเทศกาลคริสต์มาส ซึ่งเป็นอีกช่วงหนึ่งที่จะมีการเฉลิม กิน ดื่ม เที่ยวกันอย่างมโหฬาร ไม่ว่าจะเป็นกุ้งหรือปลา จึงน่าจะมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น
แต่ผลในด้านลบที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมกุ้งไทย โดยเฉพาะในส่วนของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง นั่นคือ ราคากุ้งในมาเลเซียจะต่ำหรือถูกลงมา ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าอยู่ในระดับที่ถูกกว่ากุ้งที่ผู้เลี้ยงกุ้งไทยเลี้ยงกันอยู่หรือไม่ ถ้าถูกว่าหลายท่านน่าจะเดาออกนะครับว่าอะไรจะตามมา เพราะมาเลเซียอยู่ติดกับไทย การเดินทางไปมาหาสู่ค่อนข้างสะดวกมาก สะดวกกว่าไปจีน ไปอินโดนีเซีย สถานการณ์ตรงนี้จึงน่าจับตามองมิน้อยเช่นกัน
สำหรับฉบับนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับ ในฉบับหน้าถ้าการเดินทางของผมเป็นไปตามแผนการที่วางไว้จะนำเรื่องราวของเกาหลีหรือญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟัง สวัสดีครับ
 
|
|